เรื่องของการพัฒนาสินค้าและบริการนั้นเป็นเรื่องสำคัญมากและเรียกได้ว่าเป็นหัวใจของธุรกิจเลยก็ว่าได้ แน่นอนว่าในแต่ละปีก็จะมีสินค้าหรือบริการใหม่ๆ เกิดขึ้นมากมาย แต่ก็ใช่ว่าทุกสินค้าจะอยู่รอดกัน

พอเป็นอย่างนี้ เราก็มักพยายามตั้งคำถามและวิเคราะห์ว่าอะไรคือปัจจัยที่ทำให้คนเลือกใช้สินค้ากันซึ่งแน่นอนว่ามันก็มีหลากหลาย Model ที่พยายามอธิบายเรื่องนี้

หนึ่งในโมเดลที่ดีและมีคนนิยมใช้กันอยู่คือการสร้าง Adoption Scale ขึ้นเพื่อดูว่าสินค้าของเราเป็นอย่างไรเมื่อเทียบกับคู่แข่งใน 4 พื้นฐานสำคัญ อันได้แก่

1. สินค้าของเรามีราคาที่ถูกหรือไม่?

การวัดพื้นฐานเรื่องนี้ก็ไม่มีอะไรมาก แต่คือการเทียบกันว่าราคา / ค่าใช้จ่ายที่ผู้บริโภคจำเป็นต้องจ่ายให้กับธุรกิจนั้นมากน้อยแค่ไหนเมื่อเทียบกับคู่แข่ง

2. มีประโยชน์หรือสามารถทำงานได้ดีเยี่ยมหรือเปล่า?

ปัจจัยสำคัญที่ผู้บริโภคหลายคนแคร์มากๆ คือการที่สินค้านั้นมีความสามารถ มีประสิทธิภาพ หรือสามารถสร้างประโยชน์ให้กับผู้ใช้งานมากน้อยแค่ไหน เช่นสามารถช่วยลดน้ำหนักได้มากน้อยอย่างไร สามารถทำให้ทำงานได้เร็วขึ้นมากขนาดไหน ฯลฯ

3. สามารถใช้งานได้ง่ายหรือเปล่า

การที่สินค้าหรือบริการจะทำให้เกิดผลตามข้อที่แล้วนั้น ผู้ใช้งานจะต้องทำอะไรบ้าง จะต้องมีขั้นตอนยุ่งยากมากน้อยแค่ไหน ต้องใช้ระยะเวลาเท่าไร หากเป็นสินค้าต่างๆ ก็ต้องดูกันว่าการใช้งานจริงนั้นยากหรือเปล่า เช่นโปรแกรมต่างๆ ที่อาจจะดูอัจฉริยะแต่พอใช้งานจริงก็ยุ่งยาก ต้องมีความรู้ความเข้าใจระดับสูง ซึ่งพอเป็นแบบนั้นแล้วก็จะทำให้คนธรรมดาอาจจะไม่สามารถใช้งานได้จริงตามที่ควรจะเป็น

4. สามารถซื้อได้ง่ายหรือเปล่า?

พอผู้บริโภคตัดสินใจจะซื้อสินค้าแล้ว การซื้อสินค้าหรือบริการนั้นยากง่ายเพียงใด ขั้นตอนในการซื้อสินค้ามีความสะดวกหรือเปล่า ต้องไปที่สาขา? ต้องไปซื้อที่ร้าน? ระบบการชำระเงินรองรับอะไรบ้าง? ฯลฯ

 

เมื่อเราวิเคราะห์พื้นฐาน 4 ข้อนี้แล้ว ก็จะนำมาเทียบกันระหว่างสินค้าต่างๆ ที่มีในตลาดว่าแต่ละแบรนด์นั้นมีคะแนนในแต่ละข้ออย่างไร ซึ่งแน่นอนว่าถ้ามันสามารถนำมาใช้เป็นข้อมูลเพื่อกำหนดกลยุทธ์ต่อไปของการพัฒนาสินค้า/บริการ หรือแม้แต่การวางแนวทางการตลาดของตัวสินค้าของเรานั่นเองล่ะครับ