ผ่านไปแล้วกับงาน #DAATDAY ซึ่งเป็นอีเวนท์ประจำปีของสมาคมโฆษณาดิจิทัล (ประเทศไทย) ที่มีการบรรยายจากผู้ประกอบการในวงอุตสาหกรรมทั้งฝั่ง Creative Media Innovation & Technology โดยมีการอัพเดทข้อมูลสถิติหลายๆ อย่างที่น่าสนใจ (ไว้จะทยอยอัพเดทเรื่อยๆ อีกที)

สำหรับผมแล้ว สิ่งที่ผมสนใจเป็นพิเศษคือการฟัง Speaker จากต่างประเทศว่าตอนนี้มีทิศทางอะไรที่น่าสนใจกับการตลาดที่เริ่มผันตัวเองจากการเข้ามาของเทคโนโลยีซึ่งในงานก็มี Speaker น่าสนใจหลายคนโดยผมขอสรุปหัวข้อสำคัญๆ ที่พอสรุปได้ดังนี้นะครับ

1. ยุคของ Man + Machine

ด้วยความสามารถของเทคโนโลยีที่นับวันก็จะล้ำมากขึ้นเรื่อยๆ จุดสำคัญที่นักการตลาดหลายคนเริ่มเฝ้าถามคือมันจะพาการตลาดไปถึงจุดไหน AI จะเข้ามาแทนคนได้หรือไม่ เราจะใช้ AI ทำอย่างไรได้บ้าง

จากการฟังบรรยายวันนี้นั้น มุมมองที่เห็นได้คือไม่มีใครคิดว่า AI จะเข้ามาแทนที่มนุษย์ขนาดนั้น หากแต่ AI หรือเทคโนโลยีจะเข้ามาเพิ่มขีดความสามารถและทลายข้อจำกัดหลายๆ อย่างที่เคยมีมา เช่นเราสามารถทำแคมเปญการตลาดที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นกว่าเดิม เราสามารถใช้เทคโนโลยีทดลองประสบการณ์ใหม่ๆ ที่ไม่เคยทำได้ในสมัยก่อน

ตัวอย่างที่น่าสนใจในการบรรยายของ Takayoshi Kishimoto จาก AOI TYO คือการนำ Big Data มาใช้ในการประมวลผลเพื่อให้ Creative สามารถหาคำตอบได้ว่าการทำคอนเทนต์แบบไหนจะโดนใจผู้บริโภคโดยอ้างอิงจากการเก็บข้อมูลมหาศาลว่าคนแบบไหนมีปฏิกริยาโต้ตอบกับคอนเทนต์แบบไหน ซึ่งแน่นอนว่ามันอาจจะไม่ได้ให้คำตอบที่ “สมบูรณ์” กับคนทำโฆษณา แต่มันก็สามารถ “ทำนาย” หรือ “หาความเป็นไปได้” จากข้อมูลที่มหาศาลซึ่งทำให้เกิดความแม่นยำที่เพิ่มขึ้นนั่นเอง

ทั้งนี้ ความท้าทายคือมนุษย์เราจะใช้เทคโนโลยีต่อไปอย่างไรกันเพื่อให้เราก้าวไปสู่การตลาดใหม่ที่ดีกว่าเดิม

2. การพลิกกลับของการตลาด

ประเด็นที่นักคิดหลายคนเริ่มพูดกันอย่างจริงจังคือด้วยภาวะของตลาดที่เปลี่ยนไป ประกอบกับวิถีของผู้บริโภคที่มีปฏิสัมพันธ์กับการตลาดไม่เหมือนเดิม เราอาจจะต้องถามว่าการตลาดวันนี้อาจจะไม่สามารถใช้โมเดลหรือรูปแบบที่เคยใช้กันมาเป็นร้อยปีได้อีกแล้ว (หรือใช้ได้แต่ไม่ได้ผลเหมือนเดิม)

ตัวอย่างที่ทาง AKQA ยกมาคือสมัยก่อนเราใช้วิธีคิด Flow ของการตลาดเป็นรูปพีระมิดกลับหัวกันโดยมุ่งเน้นให้ Awareness เกิดขึ้นกับคนหมู่มากแล้วค่อย Convert ไล่ลงมาจนถึงการตัดสินใจ

แต่จากงานของ AKQA นั้นจะเป็นการทำงานกลับกัน คือการเน้นสร้าง Awareness ให้เกิดขึ้นกับคนจำนวนมาไม่เยอะแล้วค่อย “แพร่” ไปให้กับคนหมู่มากจากการบอกต่อและการแชร์ประสบการณ์จนกลายเป็นวงกว้าง

แน่นอนว่ามันคงไม่มีใครตอบว่าอะไรผิดอะไรถูก แต่ที่แน่ๆ คือมันอาจจะไม่ได้ “มีคำตอบเดียว” และนักการตลาดต้องเริ่มกล้าที่จะทดลอง เสี่ยง และทดสอบว่าการตลาดของตัวเองควรจะเป็นอย่างไรเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพที่สุดในภาวะปัจจุบันและอนาคต

3. เราต้องเริ่ม “เสี่ยง” ในการเปลี่ยนแปลงนี้

จากทั้งหมดนั้น สิ่งที่ทุกคนพูดทางเดียวกันคือโลกกำลังหมุนด้วยความเร็วที่มากกว่าแต่ก่อนอย่างมากเพราะเทคโนโลยีอัพเกรดตัวเองแบบก้าวกระโดดจนทำให้วิถีที่เราใช้ชีวิตไม่เหมือนเดิมในช่วงเวลาไม่นาน ภาวะนี้นำเราไปสู่ “ความไม่แน่นอน” เพราะมันเป็นสถานการณ์ที่ต่างไปจากเดิมอย่างมาก เราเจอเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่เข้ามาทลายกฏและเงื่อนไขเก่าๆ ผู้บริโภคมีทางเลือกมหาศาลในการใช้ชีวิต และความหลากหลายนี้สร้าง “โอกาส” มากมายให้เกิดขึ้นแต่ก็นั่นแหละที่ใครจะสามารถคว้าโอกาสได้

อย่างไรก็ตาม “โอกาส” ที่ว่านั้นไม่ได้เกิดขึ้นจากการทำอะไรแบบเดิมๆ ไม่ได้เกิดขึ้นการใช้โมเดลวิธีคิดแบบเดิมๆ เพราะเครื่องมือใหม่ๆ นั้นอาจจะเหมาะกับวิธีคิดและการสร้างสรรค์ที่ต่างไปจากเดิม นั่นจึงเป็นความท้าทายของนักการตลาดในวันนี้ที่จะต้อง “กล้าเสี่ยง” เพื่อลองดูว่าอะไรใช้ได้หรือใช้ไม่ได้ และนั่นก็ย่อมหมายความในทางกลับกันว่าใครไม่เสี่ยงก็จะไม่ได้โอกาสนั้น หรือไม่ก็ได้หลังคนอื่นนั่นแหละ

 

3 แง่คิดดังกล่าวข้างต้นเป็นบทสรุปแบบสั้นๆ ที่ผมบันทึกไว้ส่วนตัวจากงาน #DAATDAY ก็หวังว่าจะเป็นแง่คิดดีๆ สำหรับนักการตลาดเพื่อปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงที่เข้ามานะครับ