ช่วงนี้มีหลายๆ คนมาถามผมอยู่พอสมควรเรื่องการสร้างทีม Digital Marketing อันเนื่องจากบริษัทเริ่มเห็นความสำคัญอย่างจริงจัง หลายๆ บริษัทมองภาพแล้วว่าต้องมีทีมนี้เข้ามาดูแล แล้วก็เลยเริ่มมีคำถามว่า “เราจะต้องมีกี่คนกัน?”

ถ้าถามผมแล้ว ก่อนที่เราจะตอบได้ว่า “เราจะต้องมีกี่คน” เราก็ควรจะถามกันก่อนต่างหากว่า “แล้วเราจะทำอะไร?” และนั่นควรเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญเลยก็ว่าได้

จะทำอะไรบ้างกับ Digital Marketing

ผมได้มีโอกาสคุยกับผู้บริหารหลายคนที่มองว่าต้อง “ทำดิจิทัล” กันแล้ว ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ดี แต่ที่ต้องทักหลายๆ ครั้งเพราะหลายคนเองก็ยังไม่ชัดเจนนักว่า “ทำดิจิทัล” ที่ว่านั้นคืออะไรบ้าง

อันที่จริงการ “ทำดิจิทัล” นั้นค่อนข้างจะใหญ่ (มาก) ซึ่งตัว Digital Marketing นั้นก็เป็นแค่ส่วนหนึ่งในเรื่องนั้น และแม้แต่ตัว Digital Marketing นั้นก็มีอะไรมากมายที่อยู่ข้างใน เช่น

  • การสื่อสารการตลาดผ่านทางช่องทางดิจิทัล
  • การวิเคราะห์ข้อมูลที่เก็บผ่านเทคโนโลยีดิจิทัล
  • การให้บริการลูกค้าผ่านทางช่องทางดิจิทัล
  • การจำหน่ายสินค้าผ่านช่องทางดิจิทัล
  • สินค้าหรือบริการใหม่
  • ฯลฯ

ที่พูดอย่างนี้เพราะ “การตลาด” นั้นเป็นเรื่องที่ไม่ได้มีแค่การทำ “โฆษณา” ประเภทไปลงโฆษณาบน Facebook หรือเปิดเว็บไซต์กันเฉยๆ แต่มันยังมีอะไรอีกมากมายที่ต้องทำโดยใช้ “ดิจิทัล” เข้ามาช่วยเหลือ

แล้วธุรกิจต้องการอะไร?

นั่นเป็นคำถามที่ผมมักจะถามกลับ เพราะท้ายที่สุดแล้ว Digital Marketing นั้นก็มีไว้เพื่อสนับสนุนเป้าหมายของธุรกิจหรือไม่ก็ช่วยในการแก้ปัญหาที่ตอนนี้ธุรกิจเจอ ด้วยเหตุนี้เราก็ต้องถามกันก่อนว่าธุรกิจต้องการ Digital Marketing ในการทำอะไรบ้าง และสิ่งที่ทำจะไปตอบโจทย์ธุรกิจของตัวเองจริงๆ หรือไม่

ตัวอย่างง่ายๆ ที่ผมมักจะยกคือหลายๆ คนอยากเปิดเว็บไซต์มาก อยากทำ Facebook Page แต่ก็ตอบตัวเองไม่ได้แน่ชัดว่าทำไปทำไม ทำไปแล้วจะช่วยยอดขายตัวเองอย่างไร ซึ่งหลายๆ ทีผมมักจะให้พวกเขาหยุดและนั่งมองดู Business Strategy กันเสียก่อน และเมื่อเราตอบคำถามได้แล้วว่าธุรกิจต้องการอะไร มันก็จะนำมาซึ่ง Digital Marketing ที่ต้องทำของธุรกิจนั้นๆ นั่นเอง เช่นต้องการเข้าถึงลูกค้ามากขึ้น ก็แสดงว่าต้องมีการลงโฆษณาบนสื่อดิจิทัล ต้องมีช่องทางออนไลน์ เป็นต้น

แตกงานแล้วมอง Job Scope

เมื่อเราได้มาแล้วว่าอะไรคือ “ผล” ที่เราต้องการอย่างเป็นรูปธรรมแล้ว เราก็ค่อยแตกงานออกมาว่าจะต้องมีงานอะไรบ้าง ตัวอย่างเช่น

ต้องการเข้าถึงลูกค้าในช่องทางออนไลน์มากขึ้น

  • ต้องมีช่องทางออนไลน์ – Facebook Page และ Website
  • ต้องมีการซื้อโฆษณาออนไลน์ – Facebook Ad และ SEM
  • ต้องมีการดูแลคอนเทนต์บน Facebook Page และ Website ทั้งการผลิตและการเผยแพร่
  • ควรมีคนมาช่วยวิเคราะห์ข้อมูลว่าที่ทำนั้นได้ผลหรือไม่ ควรปรับปรุงอะไร

พอเป็นอย่างนี้เราก็จะเห็น “เนื้องาน” ที่เกิดขึ้นแล้วค่อยจัดแจงว่างานเหล่านี้จะตกอยู่กับคนกี่คน ซึ่งนั่นก็จะขึ้นอยู่กับรายละเอียดของ “เนื้องาน” เช่นเว็บไซต์จะใหญ่ขนาดไหน Facebook Page จะแอคทีฟขนาดไหน เพราะยิ่ง “เนื้องาน” เยอะเท่าไรก็จะย่อมใช้คนมากขึ้นตามเท่านั้น ซึ่งนั่นเป็นคำถามที่ผมมักจะคุยเจาะไปกับหลายๆ คนที่เข้ามาถามว่าคาดหวังขนาดไหน เพราะยิ่งคาดหวังเยอะ ตั้งมาตรฐานสูง ก็จะยิ่งต้องใช้คนมากขึ้นตาม (หรือไม่ก็ใช้คนที่ค่าตัวสูงขึ้นตามนั่นแหละ)

มองเรื่องการประสานงานกับแผนกอื่นที่มีอยู่เดิมด้วย

นอกจากมองเนื้องานที่ต่อไปจะกลายเป็น Job Responsiblity และ Job Scope แล้ว สิ่งที่คนวางแผนต้องมองต่อไปด้วยคือฟันเฟืองใหม่ที่จะเพิ่มเข้ามาในธุรกิจนี้จะทำงานอย่างไร จะไปเชื่อมกับฝั่งการตลาดเดิมอยู่แล้วยังไง ระบบการทำงานจะขึ้นกับใคร ใครตัดสินใจ ฯลฯ เพราะเราต้องไม่ลืมว่าฟันเฟืองใหม่นี้ทำงานแบบสันโดษไม่ได้ และถ้าหากไม่คิดกันให้ดีแล้ว พอตั้งทีมขึ้นมาจริงก็จะทำงานติดๆ ขัดๆ หรือไม่สามารถทำงานได้ขึ้นมา

จะเห็นว่าที่ผมยกมาเล่าในบล็อกวันนี้ยังไม่ต้องพูดเรื่องตำแหน่งงานหรือจำนวนคนอะไรเลย แต่ผมอยากให้เราตั้งต้นกันก่อนว่าเราจะมีทีมที่ว่านี้เพราะอะไร ต้องทำอะไร และมันจะมาในรูปแบบไหน ซึ่งถ้าภาพตรงนี้ชัดแล้วเราก็จะเริ่มมองเห็นว่าต้องมีใครบ้างนั่นแหละครับ แล้วไว้บล็อกวันหลังจะมาพูดกันง่ายๆ ว่ามีใครทำตำแหน่งงานอะไรกันบ้าง