ย้อนกลับไปปี 2009 ตอนนั้นผมยังทำงานเป็นเจ้าหน้าที่ CSR ของ IBM Thailand อยู่ โดยสมัยนั้น Facebook ยังเป็นเว็บไซต์ต่างประเทศที่หลายๆ คนอาจจะยังไม่รู้จัก บ้างก็ไม่เคยสมัครแต่ไม่สนใจ Twitter อาจจะยิ่งกว่าเสียอีกเพราะหลายคนไม่คุ้นกันเลยว่ามันคืออะไร

สมัยนั้น เวลาเราพูดถึงอินเตอร์เนต เราจะนึกถึงเว็บไซต์ ถ้าเว็บที่คนเข้าไปเล่นเพื่อหาเพื่อนเยอะๆ ก็คงไม่พ้น hi5.com คำว่า Social Media เป็นอะไรที่หลายๆ คนอาจจะไม่เคยได้ยินเลยด้วยซ้ำ

แต่ไม่รู้ว่าเพราะอะไร ผมกลับรู้สึกสนใจมันอย่างน่าประหลาดหลังจากเริ่มเล่น Twitter และเล่น Facebook ในช่วงยามว่างหลังจากทำงาน ผมเริ่มสนุกกับการเชื่อมต่อกับคนมากมาย ได้แลกเปลี่ยนความรู้ ได้สร้างเพื่อนใหม่พร้อมกับการได้รู้จักคำว่า “Social Media” มากขึ้นทีละนิดๆ

และด้วยความสนใจส่วนตัว ทำให้ผมค้นหาข้อมูลเพื่อนำเสนอเรื่องนี้ ซึ่งในยุคนั้น ข้อมูลที่คนจะเข้าไปอ่านกันเยอะมากก็คือ mashable.com และหนึ่งในคลิปวีดีโอที่มีการพูดถึง Social Media มากที่สุดคลิปหนึ่งก็คือ Social Media Revolutionซึ่งตอนนั้นกลายเป็นวีดีโอที่นำเสนอปรากฏการณ์ Social Media ได้อย่างดี (ผมเองยังใช้วีดีโอนั้นในการพรีเซนต์เรื่อง Social Media อีกหลายๆ ครั้ง)

YouTube Preview Image

ตอนจบของ Social Media Revolution นั้น จะบอกชื่อเจ้าของคลิป นั่นก็คือ Erik Qualman รวมทั้งหนังสือที่เขาแต่ง นั่นก็คือ Socialnomics (เดี๋ยวจะโยงว่าหนังสือเล่มนี้สำคัญอย่างไรกับชีวิตผม)

ด้วยนิสัยส่วนตัว ประเภทที่สนใจอะไรแล้วจะจมอยู่กับมันอย่างใจจดใจจ่อ ประกอบกับช่วงนั้นเป็นช่วงที่เพิ่งผ่านวิกฤตชีวิตมา ผมเองก็เลยอยากหาอะไรใส่เข้ามาในหัวตัวเองเพื่อจะไม่ต้องไปฟุ้งซ่านอะไรด้วย เรื่องของ Social Media จึงเป็นอะไรที่ผมค่อนข้างหมกมุ่น ใช้เวลาเยอะกับการอ่านบทความของต่างประเทศ ถึงขนาดทำ Slide Powerpoint เอามาแชร์กันเลยทีเดียว (น่าเสียดายว่าผมลืมไปแล้วว่าผมเก็บสไลด์นั้นไว้ที่ไหน) ซึ่งหนังสือ Socialnomics ก็เป็นหนังสือที่ผมอยากหาซื้อมาอ่านด้วยความสนใจด้วยเช่นกัน

ผมจำได้ว่าผมเจอหนังสือ Socialnomics พร้อมกับหนังสือ Grown Up Digital ที่ร้าน Asiabooks สาขาจามจุรีสแควร์ หลังจากที่ผมประชุมกับองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติเสร็จ (ซึ่งอยู่ชั้นบนของจามจุรีสแควร์นั่นแหละครับ) ซึ่งจะว่าไปแล้วก็น่าแปลกอยู่ไม่น้อยที่ตอนนั้น ผมเองก็ยังมีหนี้สินในระดับหนึ่ง แต่กล้าซื้อหนังสือภาษาอังกฤษรวมกันราคาเป็นพันเพื่อกลับไปอ่านที่บ้าน (ตรงนี้ต้องขอบคุณแม่ที่สอนผมมาตลอดว่าการซื้อหนังสือเป็นการใช้จ่ายที่แม่จะไม่เคยโกรธ เพราะมันคือการลงทุนทางปัญญา)

ผมจำไม่ได้ว่าผมอ่าน Socialnomics อยู่กี่วัน แต่ทุกวันนี้มันก็ยังมีรอยไฮไลท์ รอโน๊ตที่ผมทำไว้อยู่ และมันก็เป็นหนึ่งในหนังสือเกี่ยวกับ Social Media ที่เป็นฐานความรู้ให้ผมจนถึงทุกวันนี้

แน่นอนว่าช่วงนั้น ไม่ใช่แค่สนใจแต่เพียงอย่างเดียว ผมยังพยายามพูดคุยและแนะนำเรื่องนี้กับทางผู้บริหารและผู้ใหญ่ในบริษัทอยู่เหมือนกัน มีบางท่านก็สนใจเป็นพิเศษ ผมจำได้ว่าวันหนึ่งผมได้รับโทรศัพท์จากเลขาฯ ของคุณธันวา เลาหศิริวงศ์ ซึ่งตอนนั้นเป็น GM ของ IBM Thailand ให้ขึ้นไปเล่าเรื่อง Social Media ให้ฟังในห้องประชุมใหญ่ของ IBM (ทุกวันนี้คุณธันวา เป็นนายกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า และเป็นแรงบันดาลใจให้ผมก้าวสู่การลงทุนไปแล้ว)

แต่ไม่ใช่ว่าทุกคนจะอยากฟังเรื่อง Social Media เสมอไปหรอกนะครับ ผมจำได้ว่ามีหลายครั้งที่ผมไปบรรยายเรื่อง Social Media ให้ผู้บริหารหรือบางบริษัทในสมัยนั้น มีคนที่เบือนหน้าหนี บ้างก็บอกว่านี่เป็นความคิดของเด็กๆ ที่จะเป็นแค่ของเด็กเล่นสำหรับวัยรุ่น (ซึ่งก็ไม่แปลกอะไรเพราะตอนนั้นคนเล่น Facebook เพราะต้องการจะเก็บผักจาก Farmville -*-”)

ผมย้อนกลับมานั่งคิดๆ ดู เพราะวันนั้นเมื่อสามปีที่แล้ว ผมมีความเชื่อบางอย่างเกี่ยวกับ Social Media รวมทั้งพฤติกรรมของคนที่กำลังจะเปลี่ยนไปจากการเริ่มมี Smartphone (ตอนนั้น iPhone เพิ่งเริ่มวางจำหน่ายได้ไม่นาน) และการมี Social Network อย่าง Facebook และ Twitter เสน่ห์ของมันบางอย่างทำให้ผมเชื่อว่านี่จะเป็นสิ่งที่จะมีบทบาทสำคัญกับชีวิตมนุษย์ในเร็ววัน และเป็นโอกาสสำคัญของหลายๆ คน เนื่องจาก “การตลาดดิจิตอล” ยังเป็นเสมือนของใหม่ที่ยังไม่มีใครเข้าไปกรุยทางหรือบุกเบิกเป็นชิ้นเป็นอัน

สำหรับตัวผมเองซึ่งเรียนจบอักษรศาสตร์ เอกศิลปะการละคร จบปริญญาโทการจัดการวัฒนธรรม การจะพยายามเข้าไปในตำแหน่งนักการตลาดด้วยวุฒิที่ต่างกันสุดขั้วนั้นเป็นเรื่องที่ยากมากๆ ถ้าสมัครงานที่ไหน ใบสมัครของผมก็คงถูกหยิบออกเป็นแน่ๆ การตลาดดิจิตอลโดยเฉพาะเรื่อง Social Media จึงกลายเป็นโอกาสทองของผมอย่างไม่น่าเชื่อ เพราะด้วยการที่มันเป็นของใหม่ ยังไม่มีใครพูดถึง ไม่มีตำราไหนใน MBA สอน การที่ผมรู้จักมันทำให้ผมได้มีโอกาสทำงานด้านการตลาดดิจิตอลต่อมาจากการชักชวนของพี่ชายคนหนึ่งซึ่งเป็นผู้บริหารที่ RS (ปัจจุบันพี่ชายผมคนนี้กำลังมีความสุขกับการเปิดร้านขายเสื้อผ้าเด็ก Brown as a berry กับภรรยาที่เพิ่งแต่งงานไป)

ตลอดระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมา เป็นช่วงเวลาที่ผมเปลี่ยนเส้นทางชีวิตพอสมควรด้วยสิ่งที่เรียกว่า Social Media เพราะถ้าวันนั้นผมไม่เลือกที่จะสนใจสิ่งนี้แล้ว ตอนนี้ผมเองก็อาจจะเป็นแค่พนักงานธรรมดาๆ คนหนึ่งในสักบริษัท ไม่ได้มานั่งเขียนบล็อก ทำงานในดิจิตอลเอเยนซี่ และได้จัดรายการทีวีแต่อย่างใด

และก็ออกจะแปลกใจสำหรับผมอยู่เล็กน้อย เมื่อจู่ๆ Erik Qualman ก็มาเมืองไทยเพื่อจะบรรยายเรื่อง Social Media ในงาน Marketing Day ของสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย และก็ด้วยการที่จัดรายการ DigiLife เลยทำให้ผมถือโอกาสขอไปสัมภาษณ์เขาด้วยเสียเลย

ตอนที่ผมเจอเขาและได้พูดคุยก่อนเริ่มสัมภาษณ์ ผมโชว์หนังสือ Socialnomics ที่ผมซื้อเมื่อสามปีที่แล้ว (ยังเป็นปกแข็งและเป็นฉบับพิมพ์ครั้งแรกๆ) พร้อมกับพูดกับเขาว่า “This book is one of important things that change my life” ก่อนจะเล่าเรื่องตามที่คุณได้อ่านมาข้างต้นนั่นแหละครับ เขาก็ค่อนข้าง Surprise อยู่ไม่น้อยและแอบแซวกับผมว่านี่น่าจะเป็นหนังสือเล่มแรกๆ ของเขาในประเทศไทยเลยก็ได้ (ฮา)

สำหรับผม การได้พบ Erik Qualman อาจจะไม่ใช่เรื่องที่ถึงขั้นประทับใจน้ำตาไหลพรากประหนึ่งพบสุดยอดไอดอลอะไร แต่การพบกับเขา ได้ทำให้ผมได้กลับมานั่งนึกถึงช่วงหนึี่งของชีวิตที่เกิดหักเหอย่างคาดไม่ถึง ผมมานั่งคิดๆ ดูแล้ว ที่มาผมมาถึงจุดนี้ได้ในวันนี้ ส่วนหนึ่งก็มาจากการเชื่อมั่นใน “สัญชาติญาณ” บางอย่างในวันนั้น และก็ทุ่มเทสะสมประสบการณ์มาตลอดระยะเวลา 3 ปี

บางทีเราก็ไม่รู้หรอกครับว่าชีวิตเราข้างหน้าจะเป็นอย่างไร เราไม่รู้ว่าเส้นทางที่เราเลือกจะประสบความสำเร็จหรือไม่ แต่ผมมีความเชื่ออย่างหนึ่งว่าถ้าเราพบสิ่งที่เราชอบ พบสิ่งที่เราหลงใหลและทุ่มเทกับมันแล้ว เราจะประสบความสำเร็จกับมันไม่มากก็น้อย

ชีวิตผมก็เป็นแบบนั้นแหละครับ

เครดิตภาพ: ConnectionCafe.com , @redlovetree