วันก่อนมีคนส่ง Facebook Page ของเขามาให้ผมช่วยดู ช่วยให้คอมเมนต์หน่อยว่าเป็นอย่างไรบ้าง ซึ่งหลังจากที่ผมเข้าไปดูอยู่พักหนึ่ง ผมก็ต้องถึงกับถามเขาตรงๆ ว่า

“โทษนะครับ สรุปขายอะไร? กี่รุ่น? แล้วมันดียังไง?”

ที่ผมบอกเช่นนี้ เพราะเมื่อผมนั่งไล่ดูคอนเทนต์บนเพจแล้วผมกลับพบแต่คอนเทนต์ที่เน้นสร้าง Engagement เช่นพวกคำคม แรงบันดาลใจ หรือถ้าเป็นเรื่องที่พยายามโยงมาสินค้าก็จะออกแนวประเภท “เทคนิคแต่งหน้าที่คุณควรรู้” หรือ “วิธีแต่งบ้านแบบง่ายๆ” ซึ่งมันโยงมายังตัวสินค้าแบบบางมากๆ (เช่นเป็นสินค้าครีมเสริมความงามกับเฟอร์นิเจอร์ในบ้าน เป็นต้น)

และในขณะเดียวกัน ผมก็พยายามจะหาข้อมูลว่าสินค้าของเพจนี้คืออะไร มีความน่าสนใจอย่างไร อะไรคือจุดขายและเหตุผลที่ผมควรจะซื้อสินค้านี้ แต่ผมก็กลับไม่เจอข้อมูลเหล่านั้นเลย

พอผมนั่งคุยและถามว่าทำไมถึงทำคอนเทนต์แบบนี้ ก็ได้คำตอบว่าต้องการทำเพจให้มีความเคลื่อนไหว ได้ Enagement เพื่อจะได้มีโอกาสสร้าง Organic Reach มากกว่าขายของปรกติ

จะว่าไปแนวคิดนั้นก็ไม่ได้ผิดอะไร เพราะถ้าเราต้องการสร้าง Engagement กับคนที่มาติดตามเพจไปแล้ว การเอาแต่จะขายของ ยัดโปรโมาชั่นก็คงเป็นเรื่องที่น่าเบื่อเป็นแน่

“แต่คนที่สนใจแล้วจะเข้ามาซื้อของ แต่มาถึงหน้าร้านแล้วไม่รู้เรื่อง เขาจะซื้อของไหม?”

นั่นเป็นคำถามที่ผมโยนกลับให้เจ้าของเพจกลับไปคิด

สมดุลของ Content ที่เจ้าของเพจ (ร้าน) ไม่ควรมองข้าม

จากเรื่องที่เล่ามาข้างต้นนั้น ส่วนหนึ่งก็คงเพราะเจ้าของร้านหลายคน (ในสินค้าหลายประเภท) มีความสับสนและยังไม่ชัดเจนเรื่องน้ำหนักของคอนเทนต์ที่จะวางในเพจ เช่นเดียวกับการดูว่าลูกค้าที่จะสื่อสารผ่านเพจจะเป็นกลุ่มไหนกันแน่ ซึ่งถ้าเราจะคิดกันแบบง่ายๆ แล้วผมก็แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือลูกค้าที่ยังไม่รู้จักสินค้า/เพจ กับลูกค้าที่มากดติดตามเพจไปแล้ว โดยก็จะมีภาพคร่าวๆ ตามรูปข้างล่างนี้ครับ

พอเป็นแบบนี้เราก็จะเห็นว่าความต้องการคอนเทนต์ของกลุ่มคนสองกลุ่มนี้ไม่เหมือนกันเสียทีเดียว แน่นอนว่าการโพสต์คอนเทนต์ไปนั้นก็เป็นการพยายามจะสื่อสารกับคนที่ได้กดติดตามเพจไปแล้วเป็นสำคัญ แต่ที่เราก็ต้องไม่ลืมคือจะมีกลุ่มคนที่เป็นลูกค้าใหม่ ที่สนใจอยากดูข้อมูลเพิ่มเติม กดเข้ามาที่หน้าเพจและพยายามหาข้อมูลต่างๆ ประกอบด้วย

ด้วยเหตุนี้แล้ว ผมแนะนำว่าให้ใช้เวลาสักนิดในการลองถอยกลับมาเป็นคนดูธรรมดาคนหนึ่ง เข้า Facebook Page ของคุณแล้วดูเสียว่ารู้เรื่องไหม ว่าขายอะไร มีอะไรให้ซื้อบ้าง ซึ่งเรื่องเหล่านี้อาจจะสามารถแก้ไขได้ง่ายๆ เช่น

  • การใช้ Shop สร้างรายการสินค้าต่างๆ ไว้รอ เพราะตัว Shop จะแสดงเป็นสิ่งแรกๆ ใน Page Feed
  • ทำ Pin Post ตัวข้อมูลสินค้าหรือโพสต์สำคัญๆ ที่แนะนำสินค้าไว้ด้านบนสุด (คนมาครั้งแรกจะได้ไม่ต้องไถ Feed หา)
  • จัดระเบียบ Photo Album ต่างๆ ให้ดูง่ายและรู้เรื่อง (ถ้าคุณจะใช้มันเป็นแคตตาล็อกสินค้า)
  • ใช้ประโยชน์จาก Cover Photo ทั้งการออกแบบ และการให้เนื้อหาสำคัญ (แต่ไม่ให้รกเกินไป)

นี่เป็นเพียงวิธีพื้นฐานในการดูแลเพจของคุณให้คนที่มาตามทีหลังได้รู้จักคุณดีขึ้นกว่าที่ควรจะเป็น

แม้ว่าตัว Facebook Page อาจจะทำให้หลายๆ คนโฟกัสไปเรื่องการทำคอนเทนต์ การโพสต์คอนเทนต์เพื่อรักษาระดับ Reach / Engagement แต่สิ่งที่เจ้าของธุรกิจไม่ควรจะลืมเลยคือ Facebook Page นั้นก็คือ “หน้าร้าน” ของธุรกิจคุณเอง ฉะนั้นแล้วมันก็ควรจะตอบโจทย์พื้นฐาน (สุดๆ) ข้อนี้ให้ได้เสียก่อน

นั่นคือคนมาถึงที่ร้านของคุณแล้ว ก็ต้องรู้ว่าร้านของคุณขายอะไรนั่นแหละ