ผมเคยเล่าไปก่อนหน้านี้บ้างแล้วถึงประเภทของ Audience ที่วันนี้ Facebook ทำให้คนลงโฆษณาสามารถมีลูกเล่นในการเลือกกลุ่มเป้าหมายมากกว่าแต่ก่อน

และหนึ่งในกลุ่มที่น่าจะถูกใจหลายๆ คนคือการพัฒนาความสามารถของ Custom Audience ให้ฉลาดกว่าเดิมมาก แถมวันนี้ถ้าจะใช้ Custom Audience ก็ไม่จำเป็นต้องมีเว็บไซต์ หรือฐานข้อมูลลูกค้าด้วย

Custom Audience คืออะไร?

ก่อนจะไปไกล เราคงต้องกลับไปอธิบายกันสั้นๆ สักนิด (เผื่อใครไม่ทราบ) ว่า Custom Audience นั้นเป็นกลุ่มเป้าหมายอีกแบบที่ลูกค้าเอื้อให้กับการลงโฆษณาเพื่อเข้าถึง “กลุ่มเฉพาะเจาะจง” ที่อ้างอิงจากฐานข้อมูลบางอย่างที่คนลงโฆษณามี ทั้งนี้สมัยก่อนนั้นการใช้ Custom Audience จะมีข้อจำกัดอยู่คือการที่คนลงโฆษณาต้องมีฐานข้อมูลลูกค้าที่อยากเข้าถึงเป็นพื้นฐานอยู่ก่อนแล้ว

ในอีกกรณีหนึ่งที่หลายๆ คนมักทำกันคือการใช้ Custom Audinece จากคนที่คลิ้กเข้ามาที่เว็บไซต์โดยการติดตั้ง Pixel เพื่อเก็บข้อมูลเหล่านั้นไว้ ซึ่งแน่นอนว่ากรณีนี้ก็จะทำได้กับคนที่มีเว็บไซต์อยู่ก่อนแล้วนั่นเอง

Custom Audience แบบไม่ต้องพึ่ง Website ไม่ง้อ Database

ทีนี้ถ้าเป็นคนที่เพิ่งทำ Facebook Page อย่างเดียว ไม่มี Website แถมไม่ต้องไปพูดถึงฐานข้อมูลดีๆ เพราะยังไม่ได้เก็บเป็นรูปเป็นร่างนั้น Facebook ก็ได้มีการพัฒนาระบบ Custom Audience ให้ง่ายขึ้นโดยอิงกับข้อมูลของตัว Facebook Page ได้เลย (จากรูปข้างบนก็คืออันสุดท้าย – Engagement นั่นแหละครับ) ทีนี้เราก็จะสามารถเลือกสร้าง “กลุ่มเป้าหมาย” ได้หลากหลายวิธีมากตามรูปด้านล่างนี้

ทีนี้เรามาลองรู้จักแต่ละอันแบบง่ายๆ นะครับ

1. สร้างลิสต์กลุ่มเป้าหมายจากคนที่เคยดูวีดีโอของคุณ

กรณีนี้เหมาะกับคนที่ทำ Video Content แล้วอยากจับกลุ่มที่เคยมีการดูวีดีโอไปก่อนหน้านี้ ซึ่งก็อาจจะเอาไปผนวกกลยุทธ์ได้หลายอย่างเช่นถ้าใครเคยดูวีดีโอแนะนำสินค้าไปแล้ว ให้ส่งโฆษณาตัวที่เป็น Sales Promotion ไปให้ หรือถ้าเคยดูวีดีโอโฆษณาตัวแรกไปแล้วให้ดูโฆษณาตัวที่สองตามไป ทั้งนี้ Facebook ก็ฉลาด (มาก) ให้เราเลือกได้อีกว่าจะสร้างลิสต์จากคนที่ดูวีดีโอไปกี่ % (เอากันขนาดนั้นแล้วกัน)

2. สร้างลิสต์กลุ่มเป้าหมายจากคนที่กรอกข้อมูลใน Lead Ad

สำหรับบางคนที่ใช้ Ad ประเภทที่ชื่อว่า Lead Ad (หรือ Ad ประเภทให้คนกรอกข้อมูลเลย) ก็สามารถใช้เงื่อนไขว่ามีการเปิดฟอร์มหรือกรอกฟอร์มไปแล้วมาสร้างลิสต์ได้เช่นกัน

3. สร้างลิสต์กลุ่มเป้าหมายจากคนที่เคยเปิด Canvas

อันนี้ก็จะคล้ายๆ กับข้อก่อนหน้านี้ตรงที่จะเป็นการจับกลุ่มคนที่เคยมีการเปิด Canvas Ad นั่นเอง

4. สร้างลิสต์กลุ่มเป้าหมายจากคนที่มีปฏิสัมพันธ์กับ Facebook Page

ตัวเลือกนี้น่าจะโดนใจกับคนเจ้าของเพจมากๆ โดยหลักการก็คือการเปรียบว่าตัว Facebook Page นั้นก็คือเว็บไซต์ที่เคยใช้ทำ Custom Audience เดิมนั่นแหละ แต่ Facebook ก็ให้เราสามารถเข้าไปใช้ข้อมูลได้ว่าจะสร้างลิสต์กลุ่มเป้าหมายจากคนที่เข้ามามี Activity กับตัว Facebook Page (ซึ่งแก้ปัญหาสำหรับคนที่ไม่มีเว็บไซต์ของตัวเอง) โดยมีลูกเล่นได้เยอะมากตามรูปด้านล่าง

จะเห็นว่าเราสามารถเลือกสร้างลิสต์ได้หลายแบบ

  • คนที่เคยเข้ามาที่หน้า Facebook Page
  • คนที่เคยมีปฏิสัมพันธ์กับโพสต์หรือโฆษณาของเรา
  • คนที่เคยกดปุ่ม Call-to-Action บนหน้าเพจ (เช่นปุ่ม Call Us ที่อยู่ตรง Cover Photo นั่นแหละฮะ)
  • คนที่เคยมีการส่ง Message มาที่เพจ
  • คนที่เคยมีการ Save ตัว Page หรือโพสต์คอนเทนต์ของคุณ

สำหรับผม ข้อนี้น่าจะเป็นตัวที่นักลงโฆษณาน่าจะชื่นชอบมาก เพราะเราสามารถคิดกลยุทธ์ได้แม่นยำกว่าเดิมเช่น

  • เริ่มต้นจากการทำคอนเทนต์แนะนำสินค้า หรืออธิบายสินค้า แล้วทำการโปรโมตโพสต์ไป
  • จากนั้นทำ Custom Audience โดยจับคนที่เคยกดไลค์โพสต์ดังกล่าว โดยส่งโฆษณาปิดการขายไปให้อีกที (ที่อย่างนี้เพราะเชื่อว่าคนที่มี Engagement กับโพสต์หรือโฆษณาคือคนที่มีแนวโน้มสนใจสินค้ามากกว่าคนที่เห็นแล้วไม่โต้ตอบ)

พอเข้าใจความสามารถเหล่านี้แล้ว สิ่งที่คงต้องไปคิดต่อคือจะวาง Ad Set อย่างไร และวาง Customer Journey อย่างไรนั่นแหละครับ

5. สร้างลิสต์กลุ่มเป้าหมายจากคนที่โต้ตอบกับ Instagram ของคุณ

สำหรับแม่ค้าออนไลน์ที่ใช้ Instagram เป็นเครื่องมือแต่พอย้ายมา Facebook แล้วไม่รู้จะเริ่มต้นยังไง ตัวเลือกนี้น่าจะตอบโจทย์มากๆ เพราะคือการดึงลิสต์จากคนที่มีปฏิสัมพันธ์กับ IG ของคุณ (แต่มีข้อแม้ว่าต้องเป็น Instagram Business Profile นะครับ) เรียกได้ว่าเป็นการ Retarget ข้ามมายังฝั่ง Facebook นั่นเอง

 

ที่วันนี้เอามาเล่านั้นเป็นเบสิคของการใช้ Custom Audeince ที่วันนี้มีการอัพเกรดอะไรใหม่ๆ ออกมาช่วยนักลงโฆษณา Facebook พอสมควร แต่ทั้งหมดทั้งปวงนั้นก็ยังจำเป็นที่คนลงโฆษณาจะต้องวางกลยุทธ์ของ Ad Journey ให้ดีเพื่อจะดูว่าจะเลือกเก็บกลุ่มเป้าหมายกลุ่มไหน จะสื่อสารอะไรกับใครต่อไปนั่นแหละครับ (ไว้จะลองเขียนบล็อกยกตัวอย่างแบบที่อัพสเกลขึ้นมาอีกทีนะครับ)