เมื่อใจถูกสะกิดแบบกระชากอารมณ์ มันก็คงไม่แปลกหรอกล่ะมั้งครับที่เราจะเสียความรู้สึกจนรู้สึกอยากจะหนีไปนั่งเหม่ลอยร้องไห้กัน ในทุกๆ วันเราก็มีโอกาสเจอเหตุการณ์แบบนี้อยู่บ่อยๆ เจอมากเจอน้อยก็แล้วแต่ว่าคนรอบข้างนั้นจะมา “กระทบ” เราแค่ไหน

และทุกครั้งที่เราเจอ มันก็ทำให้เราเสียศูนย์ไปไม่มากก็น้อย หลายๆ ทีมันอาจจะทำให้เราแทบอยากจะวางงานตรงหน้าแล้วไปนั่งนิ่งๆ สงบสติอารมณ์กันเลยทีเดียว

ผมเอง บางครั้งเวลาเจอเหตุการณ์ที่มากระทบแรงๆ ถ้าเป็นสมัยก่อนอยู่ ผมอาจจะเลือกเดินหนี อู้งาน เกเร และหนีไปนั่งนิ่งๆ ไม่สนใจอะไรกันเลยทีเดียว แต่พอมาถึงทุกๆ วันนี้ ด้วยภาระหน้าที่ มันก็เลยทำให้ผมต้องเรียนรู้ที่จะอยู่กับการกระทบใจนั้น

ใช่ครับ เวลาและประสบการณ์ รวมทั้งสภาวะรอบตัวเราจะเป็นตัวช่วยให้เราเรียนรู้ที่จะอยู่ความรู้สึกแบบนั้นให้ได้ หลายๆ ทีเราก็ไม่เต็มใจเสียเท่าไรกับการต้องเจอกระทบกระทั่งทางจิตใจ แต่ภาวะจำเป็น เราก็ต้องปรับตัวเองให้รับสภาวะดังกล่าวได้

เคยมีคนพูดกับผมว่าที่ใจเราสะเทือนนั้น ไม่ได้เกิดขึ้นจากคำพูด ข้อความ หรือสิ่งที่คนโยนใส่หน้าเรา แต่เกิดจากใจเราที่รับและแกว่งไหวไปตามมันจนกระเทือนไปทั้งตัวเรา และด้วยความไวชนิดก่อนเราจะรู้ตัว ใจของเราก็ทรุดฮวบลงไปเรียบร้อยแล้ว

ที่ผมเขียนเองก็ใช่ว่าทุกวันนี้ผมจะไม่ทรุดหรอกนะครับ หลายๆ ทีผมก็ทรุดเหมือนกัน แต่คำถามที่สำคัญคือเราจะทรุดอยู่ตรงนั้นมากแค่ไหน ผมตั้งคำถามนี้ประกอบกับการมองดูกองงานและสิ่งที่ต้องทำให้เสร็จตรงหน้า แน่นอนว่าถ้าผมยังเลือกนิสัยเกเรแบบเก่าที่จะขอไปติสต์แตกจนกว่าใจจะนิ่งนั้น งานตรงหน้าก็คงไม่เสร็จแถมพานจะกระทบชิ่งต่อไปเรื่อยๆ กันเอาได้

การเรียนรู้กับภาวะท้อแท้ เสียใจ โศกเศร้า โกรธ โมโห ไม่ใช่เรื่องง่ายสำคัญคนเรา เพราะสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นพื้นฐานทางด้านจิตใจที่ยากจะตัดหรือทำให้สงบโดยง่าย (ถ้าไม่ใช่ว่าคุณคือคนที่ปลงตกทางโลกเสียเด็ดขาดแล้วน่ะนะ) แต่มันก็คงไม่ดีถ้าจะเก็บมันไว้จนไม่เป็นอันต้องทำอะไรกันพอดี

ผมพบว่าจริงๆ ทุกครั้งที่เรารู้สึกกระทบอย่างรุนแรงจนเดือดดาล หรือโศกเศร้านั้น ใจเราที่เจ็บปวดส่วนหนึ่งก็เพราะเป็นธรรมชาติ แต่ที่มันหนักหนาและทรมานนั้น ก็เพราะตัวเราเองไม่ปล่อยให้ความเจ็บปวดนั้นหาย เอาแต่คิดเสียจนแม้ว่าเหตุการณ์จะผ่านไปนานแล้ว เราก็ยังยึดถือความทรมานนั้นไว้ไม่คลายอยู่ดี เป็นแบบนี้ก็ทรมานซ้ำแล้วซ้ำเล่า กว่าจะหายก็เล่นเอาสาหัสกันเลยทีเดียว

ใจคนเรามันก็ละเอียดอ่อนแบบนั้นแหละครับ ผมเองก็เป็นคนที่ Sensitive พอสมควรเป็นทุนเดิม อะไรกระทบกระทั่งเสียหน่อยก็มีกระเทือน สิ่งที่พอจะช่วยได้คือการปล่อยวาง วางความทุกข์โศก โมโหนั้นเสีย ถ้าเห็นว่าการถือตัวเองทำให้เราเป็นอย่างนั้น ก็ตัดตัวเองออกไป ไม่ถือสากับสิ่งที่เกิดขึ้น มันก็จะช่วยให้เราผ่อนหนักเป็นเบาได้เยอะ หลายๆ ทีผมมาพบว่าที่เราทนทุกข์กับคำพูดที่มากระทบใจนั้น ก็เพราะเราถือตัวเองไว้เยอะ อะไรที่ไม่ได้ตามที่เราหวัง อะไรที่ผิดคาดไปจากเรา มันก็ทำให้เราเขว ยิ่งถ้ามันเป็นการหักหน้าตัวเราเข้าแล้ว ยิ่งทรมานเข้าไปใหญ่เพราะเราก็คิดเอาว่าตัวเรานี้ก็ไม่ได้น้อยไปกว่าใคร ทำไมถึงต้องมาหักหน้ากัน พอเป็นอย่างนั้นก็เลยเครียดหนักเข้าไปอีก

นอกจากนี้แล้ว หลายๆ ทีเราก็พบว่าผู้พูดที่เป็นต้นเหตุนั้น ก็ไม่ได้มีเป้าหมายจะทำร้ายหรือสร้างความเดือดร้อนเสียด้วยซ้ำ บางคนอาจจะไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าผู้ฟังลงไปดิ้นทุรนทุรายไปแล้ว ซึ่งพอเป็นแบบนี้มันก็ยิ่งชัดเข้าไปใหญ่ว่าตัวเราเองนั่นแหละที่ทำให้ตัวเองทุกข์หนักไปกว่าเดิม

ความสุข ความทุกข์ มันก็ขึ้นอยู่กับที่เราตัดสินและจะรู้สึกไปกับมันนั่นแหละครับ คำพูดเดียวกันสำหรับบางคนอาจจะเป็นคำชม บางคนถือเป็นคำด่า บางคนถือเป็นคำลอยๆ ทั้งที่มันก็คำเดียวกัน สมองกับจิตเราที่แปลมันให้ใจเราไหว

ปล่อยวางเสียบ้าง ลด Ego ตัวเองเสียหน่อย มันก็ช่วยให้คุณรับกับเรื่องเหล่านี้ได้อีกเยอะแหละครับ