คงไม่อาจจะปฏิเสธได้ว่าเราเข้าสู่ยุคที่ธุรกิจต้องให้ความสำคัญกับเรื่อง Innovation (หรือนวัตกรรม) กันอย่างจริงจังเพราะเราก็ได้เห็นว่ามีธุรกิจใหม่ๆ ที่สร้างตัวเองจาก Innovation และกลายเป็นผู้เล่นคนสำคัญในอุตสาหกรรมเช่นเดียวกับหลายๆ บริษัทที่เคยเป็นยักษ์หรือผู้เล่นคนเก่าก็กลายเป็นว่าตกต่ำจนถึงขั้นเจ๊งกันไปเลย

ด้วยเหตุนี้ Innovation จึงถูกมองว่าเป็นเหมือนกุญแจสำคัญของธุรกิจที่ต้องเฟ้นหาและสร้างขึ้นให้ได้กับตัวเองเพื่อให้ตัวเองยังยืนอยู่ในการแข่งขันหรือก้าวไปเหนือคู่แข่งได้

แต่จริงๆ แล้ว Innovation คือต้องเป็นอะไรที่ว้าว อึ้ง ทึ่ง หรือสร้างการเปลี่ยนแปลงชนิด “พลิกวงการ” เลยหรือ? เพราะถ้าเป็นอย่างนั้นมันก็คงไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นได้ง่ายๆ ไม่ใช่สิ่งที่จะสร้างกันได้ในเดือนสองเดือน แถมเผลอๆ อาจจะไม่ได้เกิดขึ้นในช่วงหลายปีเลยก็ได้

ถ้าเรากลับไปมองแง่คิดของ Innovation จริงๆ แล้วอาจจะพบว่ามันไม่ได้แปลว่าต้องมีอะไรที่ “ว้าว” ขนาดนั้นเสมอไป ในหนังสือ Digital Media and Innovation ของ Richard A. Gershow ได้ให้ข้อคิดเรื่องของ Innnovation ไว้อย่างน่าสนใจว่าธุรกิจต่างๆ นั้นจะต้องรับมือกับ Innovation 2 แบบด้วยกัน นั่นคือ

1. Sustaining Innovation (Technology)

Innovation ประเภทนี้คือการพยายามปรับปรุง พัฒนา และทำให้บริการ / สินค้าเดิมของตัวเองนั้นดีขึ้นกว่าเดิมซึ่งมักจะเป็นการเพิ่มความสามารถหรือลดข้อจำกัดเดิมๆ ลงไป ตัวอย่างที่เห็นได้คือการอัพความเร็วการประมวลผลของคอมพิวเตอร์ การเพิ่มความจุของแบตเตอรี่ การเพิ่มความเร็วในการให้บริการ ฯลฯ

Innovation ประเภทนี้อาจจะไม่มีอะไรหวือหวา แต่ถ้าว่ากันจริงมันคือการทำให้ธุรกิจยังอยู่ในการแข่งขัน เพราะการพัฒนานั้นยังอยู่บนวิถีเดิมของธุรกิจ (หรือยังอยู่ในกฏเกณฑ์เดิม) และโดยทั่วไปแล้วการพัฒนา Innovation นี้จะเป็นการพัฒนาหลักของธุรกิจและใช้งบประมาณมากกว่า 80% ของงบพัฒนาโดยปรกติ

2.Breakthrough Innovation (Technology)

ในอีกทางหนึ่งนั้น Breakthorugh Innovation (บางทีจะเรียกว่า Disruptive Innovation) จะเป็นการสร้างสิ่งใหม่ที่ต่างไปจากเดิม (และมักเป็นเหตุที่ทำให้เกิดคำว่า “ว้าว” นั่นแหละครับ) โดย Innovation ประเภทนี้มักจะเป็นการแก้ปัญหาหรือการสร้างบริการด้วยรูปแบบวิธีการใหม่ๆ เงื่อนไขใหม่ที่ต่างไปจากวิธีเดิมที่มีอยู่

ตัวอย่างที่เราจะเห็นได้ของนวัตกรรมเหล่านี้คือพวกการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่อย่างการเกิดขึ้นของ MP3 ที่เข้ามาทำให้วิธีการฟังเพลงนั้นเปลี่ยนไปในช่วงเวลาไม่นาน หรือการเกิดของ iPhone ที่ทำให้ตลาดโทรศัพท์มือถือสั่นคลอนและเป็นจุดเริ่มของยุค Smartphone เป็นต้น ซึ่งว่าจะไปแล้วนวัตกรรมเหล่านี้คือกลุ่มที่เรียกกันว่า Gamechanger เลยก็ว่าได้

 

ทีนี้ถามว่าจากนวัตกรรมสองอย่างนี้ บริษัทควรจะมีแบบไหน? ถ้าจะดีมันก็ควรจะมีทั้งสองอย่างนั่นแหละครับเพราะแม้แต่บริษัทใหญ่อย่าง Apple หรือ Google นั้นก็ต้องมีการทำทั้งสองอย่างควบคู่กันไปโดยกลุ่มของ Sustaining Innovation นั้นจะเป็นสิ่งที่ทำอย่างต่อเนื่องเพื่อคงให้ธุรกิจยังอยู่ในเกม ส่วนของ Breakthrough Innovation จะต้องใช้เวลาและต้องดูปัจจัยหลายๆ อย่างซึ่งไม่ใช่เรื่องที่จะเกิดขึ้นง่ายๆ แต่ในขณะเดียวกันก็ทิ้งไม่ได้เพราะถ้าเกิดมีผู้เล่นในตลาดคิดค้นขึ้นมาก็อาจจะ “เกมพลิก” ได้เช่นกัน

บทความวันนี้ขอก็เล่าให้เห็นภาพว่าบริษัทต้องคำนึงเรื่อง Innovation อย่างไรและมี Innovation แบบไหนที่บริษัทต้องสนใจบ้าง เพราะไม่งั้นอาจจะพลาดพลั้งตกขบวนรถเอาได้ง่ายๆ นั่นแหละครับ