ในวันที่คอนเทนต์มีเต็มไปหมด หลายๆ คนก็เริ่มมองหาวิธีการทำให้คอนเทนต์ของตัวเองมีคนอ่าน มีคนสนใจ ยิ่งถ้าเป็นการทำโฆษณาด้วยแล้วก็จะยิ่งเป็นโจทย์ที่ต้องคิดมากกว่าเดิมเพราะเป็นการที่ต้องเสียเงินแล้วด้วย ถ้าจ่ายเงินไปแล้วคนไม่อ่านก็คงจะยิ่งแย่เข้าไปใหญ่

พอเป็นแบบนี้แล้ว “สูตร” ของการสร้างคอนเทนต์มากมายจึงเกิดขึ้น เช่นการโพสต์เป็นอัลบั้มบ้าง การจั่วหัวให้น่าสนใจ พาดหัวให้ดูเตะตา ฯลฯ

แต่ถ้าถามผมแล้ว ปัจจัยสำคัญที่หลายๆ คนอาจจะไม่ได้สนใจแต่จริงๆ เป็นเรื่องสำคัญมากของการทำคอนเทนต์คือสิ่งที่เราเรียกว่า Motaivation ต่างหาก

Motivation หรือแรงจูงใจ (ถ้าแปลเป็นไทย) นั้นคือแรงขับสำคัญของมนุษย์ที่เรามีอยู่เสมอ ทั้งที่รู้ตัวและไม่รู้ตัว และเจ้าแรงขับนี้เองก็เป็นสิ่งที่ทำให้เราตัดสินใจต่างๆ ในชีวิตของเรา เช่นการเลือกซื้อสินค้า รวมไปถึงการเสพคอนเทนต์ด้วย

แต่พอพูดแบบนี้หลายคนอาจจะนึกไม่ออกว่า “แรงจูงใจ” ที่ว่านั้นเป็นอย่างไร หน้าตาแบบไหน ก็จะขอเล่าพอให้เห็นภาพกันง่ายๆ ก่อนว่าแรงจูงใจนี้ก็เหมือนความต้องการลึกๆ ของมนุษย์ในการดำรงชีวิตของเรานี่เอง ซึ่งหลายๆ อย่างก็เป็นเหมือนสัญชาติญาณของมนุษย์เลยก็ว่าได้ ซึ่งแรงจูงใจเหล่านี้มักจะข้องเกี่ยวกับการทำให้ชีวิตของเราปลอดภัย (การอยู่รอด) หรือการมีชีวิตที่ดีขึ้นกว่าเดิม (เพราะมนุษย์เราต้องการชีวิตที่ดีขึ้นกว่าเดิม)

ด้วยเหตุนี้ นักจิตวิทยาจึงพยายามแบ่งประเภทแรงจูงใจในขณะเดียวกับที่นักการตลาด / นักโฆษณาก็พยายามเอาแรงจูงใจนั้นมาใส่อยู่ในชิ้นงานสื่อสารการตลาด รวมทั้งใช้เป็นแนวคิดในการพัฒนาบริการต่างๆ ด้วย ทั้งนี้เพราะถ้าจับแรงจูงใจได้ถูกและนำมาใช้ได้ ก็ย่อมหมายความว่าสามารถ “จับใจ” กลุ่มเป้าหมายได้ โดยตัวอย่างของแรงจูงใจเหล่านี้เช่น

  • ต้องการประหยัดเงิน (ใช้เงินน้อยลง) – นำมาซึ่งการทำโปรโมชั่นลดราคา การทำคอนเทนต์ที่มีเนื้อหาจูงใจในเรื่องการทำให้เสียค่าใช้จ่ายน้อยลง หรือคุ้มค่ากว่าเดิม
  • ต้องการได้เงินมากขึ้น – นำมาซึ่งการทำคอนเทนต์ที่มีเนื้อหาจูงใจว่าจะมีรายได้มากขึ้นกว่าเดิม เช่น รวยเป็นล้าน!
  • ต้องการเป็นส่วนหนึ่งของสังคม – นำมาซึ่งการทำคอนเทนต์ที่จูงใจว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งที่ใครๆ ก็รู้ หรือก็ทำกัน (เพื่อจะได้รู้สึกปลอดภัย ทำเหมือนคนอื่นๆ)
  • ต้องการตื่นเต้น สนุก – นำมาซึ่งการทำคอนเทนต์ที่มีเนื้อหากระตุ้นอารมณ์และสร้างความบันเทิง
  • ต้องการมีชีวิตที่สะดวกขึ้น – นำมาซึ่งการชูปัญหาต่างๆ ที่ได้รับการแก้ไข (และทำให้ชีวิตดีขึ้นั่นเอง)

นั่นเป็นเพียงตัวอย่างของ “แรงจูงใจ” ที่หลายๆ คนหยิบมาใช้เป็นแกนในการเล่าเรื่องและทำคอนเทนต์เพื่อที่จะได้เป็นที่สนใจของกลุ่มเป้าหมายซึ่งแน่นอนว่าแรงจูงใจเหล่านี้ถ้าหากเลือกมาได้ตรงกับกลุ่มเป้าหมายแล้วก็ย่อมมีโอกาสที่จะทำให้พวกเขาหันมาสนใจได้ง่าย (เช่นคนกลุ่มนี้มีปัญหาเรื่องรายได้ แต่มักจะมองหาเรื่องราวที่เกี่ยวกับการลดราคาอยู่เสมอ)

ด้วยเหตุนี้ สิ่งที่คนทำคอนทเนต์โดยเฉพาะกับที่จะพยายามขายสินค้า/บริการให้กับกลุ่มเป้าหมายนั้น ก็ต้องหาแรงจูงใจที่เป็น Insight ของพวกเขาให้เจอ เพื่อจะได้นำไปใช้ทำคอนเทนต์ทั้งตัว Artwork และการคิด Caption นั่นเองล่ะครับ