เมื่อตอนต้นเดือนกันยายนที่ผ่านมา Samsung ได้จัดงาน Samsung Unpacked 2013 episode 2 ขึ้นเพื่อเปิดตัวสินค้าใหม่ โดยสินค้าที่เป็นดาวเด่นวันนั้นคือ Galaxy Note 3 ซึ่งหลายๆ คนเฝ้ารอคอยอยู่ แต่สิ่งที่น่าสนใจไม่แพ้กันคือการเปิดตัว Galaxy Gear ซึ่งเป็นนาฬิกาข้อมูลอัจฉริยะ ที่ออกแบบมาเพื่อให้สามารถใช้งานได้มากกว่านาฬิกาปรกติ

ตัว Galaxy Gear นั้นมีคุณสมบัติคล้ายๆ กับการเอา Smartphone ย่อลงไปอยู่บนข้อมือโดยที่มันทำหน้าที่เชื่อมต่อกับ Smartphone เพื่อที่จะคอยแจ้งเตือนผู้ที่สวมใส่ได้ว่ามีสายโทรศัพท์เข้ามา มีข้อความถูกส่งมาถึง รวมทั้งการใช้งานแอพพลิเคชั่นอื่นๆ ได้อีกมากมาย

ที่ผมเล่ามาถึงตรงนี้ไม่ได้อยากจะเชียร์ให้ไปซื้ออะไรหรอกนะครับ แต่อยากชวนให้คิดว่าเราอาจจะใกล้ถึงยุคที่วงการนาฬิกาข้อมือจะเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในเร็ววันก็เป็นได้

หนี่งในศัพท์ที่มีอิทธิพลมากที่สุดในช่วงหลังๆ คือคำว่า Digital Disruption อธิบายได้ง่ายคือการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่เกิดจากเทคโนโลยีดิจิทัล ไม่ว่าจะเป็นอินเตอร์เนต เว็บไซต์ เครือข่ายสังคมออนไลน์ ตลอดไปจนถึงอุปกรณ์ต่างๆ ที่เข้ามามีส่วนสำคัญในชีวิตประจำวัน ยกตัวอย่างง่ายๆ คือโทรศัพท์ที่สมัยก่อนทำหน้าที่แค่การโทรถึงกัน แต่แล้วทุกอย่างก็เปลี่ยนไปเมื่อ Smartphone เปลี่ยนหน้าจอโทรศัพท์ให้เป็นประหนึ่งหน้าจอคอมพิวเตอร์เคลื่อนที่ซึ่งสามารถเข้าถึงข้อมูลได้มากมายผ่านทั้งทางเว็บบราวเซอร์และแอพพลิเคชั่นต่างๆ ทุกวันนี้ Smartphone กลายเป็นอุปกรณ์ที่แทบทุกคนพกพาและเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้งานโทรศัพท์ไปจากเดิมแทบพลิกฝ่ามือ นั่นคือตัวอย่างของ Digital Disruption ที่เราอาจจะเห็นมันกับสิ่งที่เรียกว่า “นาฬิกาข้อมือ”

จะว่าไปแล้ว ถ้าเรามองอุปกรณ์ที่คนมักจะพกพาไปไหนมาไหนนั้น หากไม่นับโทรศัพท์มือถือแล้ว ก็คงเป็นพวกของที่เป็นประหนึ่งเครื่องสวมใส่อย่างเช่นแว่นตาและนาฬิกา ซึ่งอย่างแรกก็มีการทำเป็นอุปกรณ์ไปแล้วอย่าง Google Glass แต่ก็ยังมีการให้ความเห็นว่าหลายๆ คนอาจจะไม่ได้ถนัดสวมใส่แว่นกันตลอดเวลา หากแต่ถ้าเป็นนาฬิกาข้อมือแล้ว คงเป็นสิ่งที่แทบทุกคนไม่รู้สึกประหลาดกับการสวมใส่เป็นแน่

Smartwatch หรือนาฬิกาอัจฉริยะเป็นหนึ่งในคอนเซปต์ที่เกิดขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาและมีการพัฒนาให้เกิดขึ้นจริง ไม่ว่าจะเป็นโปรเจคอย่าง Smartwatch ของทาง Sony ที่ทำให้นาฬิากามี “หน้าจอ” ที่แสดงผลต่างๆ ได้ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลของคนที่โทรเข้ามา หรือการอ่านข้อความ SMS ที่ได้รับ และภายหลังก็มีโปรเจคในลักษณะเดียวกันเกิดขึ้นมากมายอย่างเช่น Pebble ที่ระดมทุนได้มากกว่าสิบล้านดอลล่าห์จากคนทั้งโลก (ผู้เขียนก็เป็นหนึ่งในนั้น) โดยผู้ใช้งานสามารถโหลดหน้าปัดนาฬิกาที่ตัวเองชื่นชอบไว้ใช้บนนาฬิกาของตัวเอง สามารถควบคุมสั่งงาน Smartphone ของตัวเองได้ ตลอดจนอ่าน Email ต่างๆ ที่ถูกส่งมาได้ โดหลักการสำคัญของ Smartwatch เหล่านี้คือจะเชื่อมต่อกับโทรศัพท์มือถือที่เป็นเครื่องหลักแล้วทำการส่งข้อมูลมายังนาฬิกาที่ข้อมือ

แนวคิดนี้อาจจะไม่ใช่อะไรที่ดูว้าวสุดๆ นัก แต่มันก็ทำให้เราเห็นได้ว่าเทคโนโลยีดิจิทัลได้เปลี่ยนให้สิ่งรอบตัวเราฉลาดกว่าเดิมและสามารถอำนวยความสะดวกกับเราได้มากขึ้นทีเดียว ผลิตภัณฑ์ในหมวด Smartwatch ได้ตั้งเป้าหมายที่จะทำให้นาฬิกาของเราๆ กลายเป็นอีกหน้าจอหนึ่งซึ่งช่วยในการเข้าถึงข้อมูลดิจิทัลต่างๆ ได้ง่ายและสะดวกกว่าเดิม (ทั้งที่จริงๆ การหยิบ Smartphone ขึ้นมาก็ใช่ว่าจะยากอะไรนักหรอกนะครับ ^^”)

และนอกจากการเป็นหน้าจอเพื่ออ่านข้อมูลต่างๆ แล้ว ใน Smartwatch หลายตัวก็ยังเป็นตัวเก็บข้อมูลได้อีกด้วย เช่นการนับจำนวนก้าว การบันทึกค่า GPS ฯลฯ และส่งค่ากลับไปมากับอุปกรณ์อื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น Smartphone หรือ Tablet

ณ ปัจจุบัน มีโปรเจค Smartwatch เกิดขึ้นทั้งรายใหญ่อย่าง Sony Samsung (ตามข่าวบอกว่า Apple เองก็ซุ่มพัฒนาอยู่) และรายย่อยอีกเป็นสิบราย ซึ่งนั่นก็บ่งบอกได้ดีว่าความต้องการอุปกรณ์ประเภทนี้มากพอสมควรและน่าจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แบบเดียวกับที่ตลาด Smartphone ปัจจุบันโตไม่หยุด

และถ้ามันแพร่หลายมากขึ้นแล้ว เราก็อาจจะเลิกคิดถึงนาฬิกาแฟชั่นอย่างที่เราเคยมองหา แต่เราจะมองหานาฬิกาที่มีหน้าจอฉลาดกว่าเดิมแบบเดียวกับที่เรามองหาโทรศัพท์รุ่นใหม่ๆ ที่สามารถลงแอพพลิเคชั่นได้หลากหลาย สามารถทำอะไรได้มากกว่าโทรศัพท์

และถึงวันนั้น เราก็คงจะไม่ได้มองนาฬิกาข้อมือเพื่อเอามาใช้ดูเวลาหรือจับเวลาอีกต่อไป

 

หมายเหตุ: บล็อกนี้ถูกตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร a day