วันนี้มีงาน DAAT DAY ซึ่งก็ถือเป็นเรื่องดีที่การตลาดดิจิทัลของไทยมีการพูดถึงกันอยากจริงจังแถมหลายๆ เวทีก็มีการแชร์ข้อมูลน่าสนใจมากมายซึ่งเชื่อว่าคนที่ได้ไปคงได้รับทราบเรื่องของเทรนด์ต่างๆ กันเยอะทีเดียว (ส่วนใครไม่ได้ไปก็ลองตามๆ อ่านจาก Timeline ดูก็ได้นะฮะ)

ทีนี้พอเป็นงานที่มีการอัพเดทเทรนด์ต่างๆ แล้ว ผมเลยหยิบประเด็นน่าคิดมาเล่าสู่กันฟังเพราะตัวผมเองก็ถูกเชิญไปพูดเรื่องเทรนด์อยู่บ่อยพอสมควรแล้วก็พบว่าหลายๆ ทีก็กลายเป็นว่าเทรนด์ต่างๆ กลายเป็นการสร้างปัญหาให้กับคนทำงานเหมือนกัน (ทั้งที่จริงๆ มันก็น่าจะเป็นเรื่องดีน่ะนะ) พอเป็นแบบนี้ผมเลยลองสรุปแง่คิดถึงสิ่งที่ควรทำและไม่ควรทำเมื่อเราฟังเทรนด์การตลาดดิจิทัล (หรือจะเทรนด์อะไรก็แล้วแต่) หน่อยแล้วกัน

สิ่งที่ไม่ควรทำ

1. รีบกระโดดและทำตามเทรนด์

เรื่องน่าเป็นห่วงในความคิดของผมคือทุกวันนี้เรามี “เทรนด์” เกิดขึ้นเยอะมากจากการอัพเดทในหลายๆ แหล่ง ไม่ว่าจะเทรนด์เรื่องการทำวีดีโอ การทำคอนเทนต์ การทำ Big Data จนไปถึงเรื่องใหญ่ๆ ระดับ Internet of Things ที่กลายเป็นเรื่องที่พูดกันเยอะมาก

ทีนี้ปัญหามันเกิดเพราะหลายๆ คน “ตื่นเทรนด์” จนเกินไปชนิดพอได้ยินอะไรมาก็จะรีบกลับไปทำโดยทันที บ้างก็มีล้มแผน รื้องานเดิมออกเพราะมีคนบอกว่าเทรนด์นี้กำลังมา เราต้องรีบเป็นผู้นำเทรนด์ให้ได้

ในความเป็นจริงแล้ว การจะทำตามเทรนด์นั้นมันก็เป็นเรื่องดีอยู่ แต่ถ้าจะกระโดดเข้าไปโดยไม่ดูปัจจัยรอบด้านที่เอื้อกับเทรนด์ก็คงจะไม่ใช่วิธีที่ดีเท่าไร เทรนด์บางอย่างอาจจะไม่เหมาะกับแผนกลยุทธ์ของเราก็ได้ ฉะนั้นอย่าเพิ่งรีบจนเกินไปประเภทเห็นเขาพูดกันชั้นต้องทำบ้างโดยไม่ดูพื้นฐานของตัวเอง และสุดท้ายจะกลายเป็นว่าพลาดท่าหรือไม่ประสบความสำเร็จนั่นแหละ

2. เชื่อแบบหัวปักหัวปำ

จะมีคนอีกประเภทคือพอคนพูดว่านี่เป็นเทรนด์ ก็จะปักใจเชื่อว่ามันเป็นเรื่องที่ต้องทำ ไม่ทำแล้วจะล้มเหลวโดยที่จริงๆ ก็ไม่ได้เข้าใจลึกๆ ว่ามันคืออะไรหรือมีแนวโน้มอย่างไร จริงอยู่ว่าการแชร์เรื่องเทรนด์นั้นเป็นสิ่งที่บางคนอาจจะสังเกตได้จากกระแสที่เกิดขึ้น แต่ก็ใช่ว่ามันจะเป็นเครื่องการันตีว่ามันจะเวิร์คไปเสียทุกครั้ง ลองดูอย่างกรณีการทำ QR Code ที่ยุคหนึ่งเราก็บอกว่าเป็นเทรนด์ชนิดที่ทุกคนก็ไปทำแคมเปญ QR Code กันก่อนจะพบว่าพฤติกรรมคนไทยไม่ได้ใช้งาน QR Code กัน หรือแม้แต่เรื่องการทำ Video Content ที่เรียกว่ามีการพยายามขายงาน Video Content กันเยอะแต่สุดท้ายก็กลายเป็นว่ามันไม่ได้เวิร์คกันไปเสียหมด

สิ่งที่ควรทำ

1. ทำการบ้านให้เข้าใจในตัว “เทรนด์”

คำแนะนำของผมคือพอเราว่ามันมีเทรนด์อะไรสักอย่าง สิ่งที่ควรทำคือทำการบ้านกับมันเยอะๆ ศึกษาและเรียนรู้ว่าเทรนด์ดังกล่าวเกิดขึ้นจากอะไร ปัจจัยที่เกื้อหนุนให้มันเป็นเทรนด์พฤติกรรมคืออะไร อะไรบ้างที่จะเป็นอุปสรรคหรือสิ่งที่จำเป็นต้องทำถ้าหากเราคิดจะทำตามเทรนด์นั้นๆ

ที่ผมมักจะพูดแบบนี้ก็เพราะว่าตัวเทรนด์เองก็มีธรรมชาติของมันอยู่ซึ่งถ้าเราไม่เข้าใจมันให้ถ่องแท้ เราก็จะมองไม่ออกว่ามันจะไปสนับสนุนหรือสอดรับกับแผนการตลาดเราได้อย่างไร ทุกวันนี้เรามีเทรนด์มากมายเช่นเดียวกับเครื่องมือการตลาดที่ให้เลือกใช้ชนิดที่คงใช้กันไม่หมด บางอย่างคุณไม่จำเป็นต้องทำก็ได้เพราะมันอาจจะไม่ได้ส่งผลอะไรเยอะกับธุรกิจของคุณ หรือบางทีคุณก็ยังไม่พร้อมที่จะทำมันนั่นแหละ

2. กลับมาดู Strategy ของตัวคุณ

เทรนด์คือการเปลี่ยนแปลงในช่วงระยะเวลาหนึ่ง การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวอาจจะมาแล้วก็ไป หรือจะเปลี่ยนไปเลยตลอดกาลก็ได้ เมื่อเราทำความเข้าใจมันให้ลึกซึ้งแล้ว สิ่งที่จำเป็นต้องกลับมาทำการบ้านเพิ่มเติมอีกคือกลยุทธ์เดิมที่เราวางไว้นั้นจะได้รับผลกระทบอย่างไร เราจะสามารถใช้ประโยชน์อะไรกับมันได้ หรือมันจะทำให้เกิดปัญหาอะไรกับแผนของเราในอนาคต

เอาจริงๆ จากประสบการณ์ของผม ถ้ามีการวางแผนกลยุทธ์ดีๆ แล้ว เผลอๆ คุณอาจจะไม่ต้องสนใจเทรนด์เลยก็ได้เพราะแผนกลยุทธ์นั้นอาจจะแข็งแรงมากพอ หรือบางทีอาจจะก้าวไปไกลกว่าเทรนด์นั้นด้วยซ้ำ

3. แลกเปลี่ยนกับคนอื่นๆ

แม้ว่าตัวผมเองจะไปพูดหลายเวทีเรื่องเทรนด์ แต่ผมก็มักบอกเสมอว่า “อย่าเชื่อผมไปเสียหมด” เพราะผมเองก็ไม่ใช่กูรูประเภทฟันธงแล้วจริง 100% อะไรขนาดนั้น การพบปะแลกเปลี่ยนกับคนอื่นๆ ในวงการอาจจะเป็นเรื่องดีในการฟังมุมมองจากหลายๆ คนว่าเขาคิดเห็นกับเรื่องนี้อย่างไร มีมุมมองอื่นที่เรามองข้ามไปไหม มีสิ่งไหนที่เราอาจจะเก็บตกได้ไม่ครบ และนำข้อมูลเหล่านั้นมาประกอบการวิเคราะห์เทรนด์ที่ว่านั่นแหละ

 

อันนี้เป็นแนวคิดคร่าวๆ ที่ผมสรุปมา สุดท้ายแล้วผมอยากฝากข้อคิดที่ผมอัพสเตตัสวันนี้ไว้หน่อยแล้วกันนะครับ

“Don’t focus on tactics or trends. Focus on your goal, your strategy, your executions. If you follow the trends without strategy, you will get lost one day.”