หลังจากที่เมื่อวานผมเขียนบล็อกเรื่องการทำคอนเทนต์ที่มักจะเจออุปสรรคของการพยายามยัด Key Message เข้าไปให้ครบๆ ในคอนเทนต์ไม่ว่าจะอยู่บนสื่อไหน (ซึ่งก็มักเป็นสิ่งที่เราเห็นกันบ่อยๆ นั่นแหละ) ก็มีเพื่อนของผมเด้งมาคุยถึงความปวดหัวเรื่องการที่โดนนักการตลาดมองว่าคอนเทนต์บนออนไลน์เนี่ยมีไว้เพื่อ “ขายของ” เท่านั้น

อันที่จริงต้องยอมรับว่าคนที่เจอปัญหาแบบข้างต้นนั้นมีอยู่มากมาย (ชนิดที่นับเอาคนไม่เจอปัญหาดังกล่าวอาจจะง่ายเสียกว่า) โดยที่นักการตลาดพยายามใช้งานพื้นที่คอนเทนต์บน Facebook, LINE, IG ฯลฯ เป็นเหมือน “ป้ายโฆษณา” ซึ่งก็เลยไปจบประเภทการทำแบนเนอร์ขายตรงแบบตีหัวเข้าบ้าน

เอาล่ะ เราลองกลับมาถามตัวเองว่าการทำคอนเทนต์บนออนไลน์นั้นมีไว้ “ขาย” เท่านั้นหรือเปล่า? หรือจริงๆ มันทำอะไรได้มากกว่านั้น?

อันที่จริง ถ้าเราตีความคำว่า “สื่อสารการตลาด” แล้ว จริงๆ ท้ายที่สุดการคอนเทนต์เพื่อสื่อสารนั้นก็ย้อนกลับไปสู่การขายทั้งนั้นแหละ แต่คำตอบของวิธีการขายนั้นไม่ได้แค่มีวิธีแบบทื่อๆ ประเภทเอา Pack Shot วางตรงๆ บอกสรรพคุณและราคาเสียเมื่อไร

ถ้าเรามองกันในกระบวนการคิดของคนแล้ว เหตุผลที่เราซื้อของนั้นไม่ใช่แค่การรู้เรื่องคุณสมบัติสินค้าและราคาเสียเมื่อไร หากแต่ยังมีบริบทอื่นๆ อีกมากมายเข้ามาเกี่ยวข้อง ไม่อย่างนั้นเราจะทำ “แบรนด์” ไว้ทำไม ซึ่งเมื่อพูดเรื่องนี้แล้วหันกลับไปดูบรรดาแบรนด์ดังๆ นั้นเมื่อทำคอนเทนต์บนออนไลน์ก็อาจจะไม่ได้เน้นเรื่องการขายของเพียงอย่างเดียว หากแต่ยังหาลูกเล่นของคอนเทนต์เพื่อช่วยในการสร้างแบรนด์อีกด้วย (ส่วนการสร้างแบรนด์ทำได้อย่างไรบ้างนั้น ก็คงจะพูดยาวๆ กันอีกทีนะฮะ)

always

นอกจากนี้แล้ว ต่อให้เป็นการขายของ มันก็ใช่ว่าจะต้องใช้วิธีทำ Artwork ประเภทขายตรง Font ตัวเป้งๆ กันเสียเมื่อไร

T-Mobile2

เรื่องนี้มันอาจจะมาตั้งคำถามให้กับคนทำงานสื่อสารการตลาดมากกว่า ว่าเรามองไหมถึงการสื่อสารอย่างไรที่ทำให้คนซื้อสินค้าของเรา? เราเข้าใจวิธีคิดของกลุ่มเป้าหมายของเราดีแค่ไหนว่าวิธีการสื่อสารอย่างที่สามารถโน้มน้าวให้เขาซื้อสินค้าของเราได้ (ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว) ซึ่งเมื่อลงไปลึกๆ แล้ว จะเห็นว่ามันมีกระบวนการมากมายที่ต้องมาเกี่ยวข้อง ทั้งเรื่องการสร้างความเชื่อมั่น สร้างความผูกพัน สร้างปฏิสัมพันธ์ (หรือไอ้ที่นักการตลาดชอบบ้าเรียกกันว่า Engagement นั่นแหละ) และอื่นๆ อีกมากมาย

ในขณะเดียวเราก็ต้องไม่ลืมว่าโลกออนไลน์นั้นก็เป็นหนึ่งในที่ที่คนกำลังใช้เป็นช่องทางหลักของการรับทราบข้อมูลข่าวสาร เป็นช่องทางที่คนกำลังใช้ชีวิต เผลอๆ อาจจะมากกว่าช่องทางสื่อหลักสำหรับคนหลายๆ กลุ่มเลยด้วยซ้ำ ซึ่งนั่นอาจจะเป็นเรื่องที่เราต้องคิดกันแล้วว่าช่องทางนี้จะเอาไว้เป็นแค่ที่ที่ไว้ลงแบนเนอร์โฆษณากันเฉยๆ แล้วรอไปทำหนังโฆษณาแบรนด์ในทีวี (ที่กลุ่มเป้าหมายอาจจะไม่ได้ดู?) อย่างนั้นหรือ

นอกจากนี้แล้ว สิ่งที่ผมพูดย้ำมาในหลายๆ บทความหลังๆ คือการที่โลกคอนเทนต์วันนี้นั้นเต็มไปด้วยคอนเทนต์มากมายที่เกินกว่าคนจะเสพได้หมด เรากำลังเจอภาวะที่น่ากลัวเมื่อผู้บริโภคพร้อมจะปฏิเสธคอนเทนต์ขายของเราแทบจะในทันทีเพราะมันไปขัดขวางและเกะกะเขาระหว่างที่กำลังเสพอย่างอื่นอยู่ (อย่างเราเล่น Facebook อยู่ก็คือเรากำลังหาเรื่องโน้นเรื่องนี้อ่าน และเจ้าโฆษณานี่แหละที่ไปกวนสายตาเขา)

ฉะนั้นแล้ว ความท้าทายของนักสื่อสารการตลาดวันนี้คือการหา “วิธีขาย” ที่ตอบโจทย์กับผู้บริโภคในยุคปัจจุบัน ในภาวะการเสพคอนเทนต์ปัจจุบัน ในทัศนคติและรสนิยมปัจจุบัน

กับคำถามที่ผมตั้งไว้เป็นชื่อบล็อกวันนี้ ผมเชื่อว่าท้ายที่สุดแบรนด์หรือเจ้าของธุรกิจต่างๆ ก็ทำคอนเทนต์เพื่อจุดประสงค์สุดท้ายก็คือ “ขาย” เหมือนกันแหละครับ

หากแต่ใครจะมีกลยุทธ์ที่แยบคายและยั่งยืนที่มีประสิทธิภาพมากกว่าเท่านั้นแหละ