มีหลายๆ ครั้งที่ผมมักจะได้ยินเสียงบ่นจากทำงานการตลาดดิจิทัลว่าได้งบประมาณไม่เยอะและทำให้สร้างสรรค์งานได้ไม่มาก ทั้งนี้เพราะคนจำนวนไม่น้อยมักคิดว่างานออนไลน์เป็นงานที่ไม่แพง การทำ Facebook Photo สักรูปหรือการหารูปภาพในโพสต์บน IG ก็ไม่น่าจะใช้แรงงานเยอะหรือแม้แต่งานวีดีโอที่น่าจะใช้งบสร้างน้อยกว่าโฆษณาทางทีวี

หลายๆ คนก็นึกเทียบเอากับบรรดา SME และธุรกิจขนาดเล็กที่ปั้นเพจต่างๆ โดยไม่ได้มีเงินทุนสูงเยอะ แล้วก็มาตั้งคำถามกับเอเยนซี่หรือคนทำงานว่าทำไมต้องจ่ายแพง?

เอาจริงๆ จะบอกว่ามันก็ทั้งส่วนที่ถูกและไม่ถูก

สำหรับผมแล้ว จะถูกหรือแพงนั้นเกิดขึ้นจากปัจจัยหลายอย่าง เช่นถ้าเราทำงานแบบง่ายๆ ไม่ซับซ้อน มันก็สามารถทำได้เร็ว กระชับ และใช้แรงงานน้อย ต้นทุนการผลิตก็จะไม่มาก เช่นบางคนอาจจะใช้กล้องธรรมดาถ่ายรูปแล้วมารีทัชแบบเร็วๆ ใส่กราฟฟิคด้วยโปรแกรมเบสิคๆ ก็ได้แล้ว (แถมวันนี้มีพวกแอพบนมือถือมากมายที่แต่งภาพได้สะดวกและง่ายเอามากๆ) ส่วนการถ่ายวีดีโอก็อาจจะถ่ายจากกล้องมือถือแล้วมาตัดต่อก็ได้

แต่ก็นั่นแหละว่าความง่ายอาจจะไม่ได้สัมพันธ์กับคุณภาพในหลายๆ กรณี ถ้าเรารับเงื่อนไขของความ “ไม่สมบูรณ์” ได้ มันก็คงโอเคที่เราจะผลิตงานแบบ “พอประมาณ” ออกมา

ในทางกลับกัน ถ้าเราต้องการงานประเภทที่คมกริบ งานละเมียด สิ่งที่ตามมาคือการใช้คนที่มีฝีมือเข้ามาเกี่ยวข้อง ต้นทุนที่มีก็จะไม่ใช่แค่เรื่องของเครื่องมือและเวลา แต่คือต้นทุนเรื่องความสามารถของคนทำงาน

ลองนึกง่ายๆ ว่าถ้าคุณจะจ้างคนมาเขียนบทความแต่เอาค่าต้นฉบับถูกๆ ก็คงได้คนที่เขียนเป็นระดับหนึ่งหรือไม่ก็เขียนแบบพอถูไถ แต่ถ้าจะเอาคนที่เชี่ยวชาญการเขียน เป็นมืออาชีพ เขาก็คงไม่สามารถคิดในราคาเดียวกันได้

และแน่นอนว่างานจากสองคนนี้ก็ให้ผลต่างกัน

ทีนี้ก็ต้องมาดูว่าเราคาดหวังและวางแผนจะใช้งานนั้นอย่างไร ถ้าเราคาดหวังว่าจะเกิด Impact มากๆ มีคนดูเยอะๆ การใช้งานที่มีคุณภาพก็อาจจะเป็นตัวเลือกที่ดีกว่าใช้งานที่ด้อยคุณภาพ แต่ก็แน่นอนว่าเราก็ต้องลงทุนกับมันไปพร้อมๆ กันนั่นแหละ

มันไม่มีคำตอบตายตัวหรอกครับ ว่าเราระดับที่ควรใช้อยู่เท่าไร คนทำงานเองต้องรู้ปัจจัยประกอบต่างๆ เช่นเดียวกับกลยุทธ์และภาพรวมของแผนการตลาดเพื่อตัดสินใจได้ว่าควรจะทำขนาดไหน บางบริษัท Resource ไม่เยอะ ก็อาจจะต้องเลือกไปแบบหนึ่ง บางบริษัทมีงบประมาณมากก็อาจจะเพิ่มตัวเลือกได้มากขึ้น ซึ่งก็ต้องไปโยงกับประเภทของคอนเทนต์หรือวัตถุประสงค์ด้วย

ลองคิดง่ายๆ ว่าถ้าคุณจะทำวีดีโอแนะนำการใช้งานง่ายๆ คุณก็อาจจะไม่ต้องยกกองถ่ายโฆษณามาทำ เพราะคนดูคอนเทนต์อาจจะไม่ได้เยอะ คุณอาจจะต้องการงานประเภท “พอรับได้” ในขณะที่ถ้าเราทำโฆษณาโปรโมตสินค้าก็อาจจะต้องทุ่มทุนและลงรายละเอียดมากกว่า

สำหรับผมแล้ว งานออนไลน์มีเสน่ห์ตรงที่มันพลิกแพลงและมีลูกเล่นต่างๆ มากกว่างานสมัยก่อน เราสามารถใช้เทคโนโลยีหลายๆ อย่างมาประยุกต์ได้มากขึ้น เราสามารถผลิตงานต่างๆ ได้ง่ายและสะดวกขึ้น นอกจากนี้ช่องทางออนไลน์ยังเปิดโอกาสให้เรามีความคิดสร้างสรรค์และวิธีการนำเสนอใหม่ๆ แน่นอนว่าในหลายๆ ทางเลือกเราสามารถใช้วิธี “ประหยัด” ได้ แต่ในขณะเดียวกัน บางวิธีก็อาจจะเหมาะกับการลงทุนที่มากกว่าเหมือนกันนั่นแหละครับ