ความจริงที่เราต้องยอมรับกันคือพนักงานมีหลายเกรด และต่อให้จะเรียนการตลาดมาเหมือนกัน จากสถาบันเดียวกัน ก็ใช่ว่าพนักงานแต่ละคนจะมีความสามารถเท่ากัน (ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่ทำให้ผมเชื่อว่าอย่าตัดสินกันแค่ว่าเรียนจบที่ไหนเป็นสำคัญ)

ทีนี้ถ้าเราลองแบ่งพนักงานกันเป็นเกรดต่างๆ กันแบบง่ายๆ เช่น A B C แล้วนั้น เราก็อาจจะเริ่มตั้งคำถามกันว่าบริษัทเรานั้นมีพนักงานแต่ล่ะเกรดกันอยู่เท่าไรกัน?

และถ้าสังเกตกัน เราก็มักจะเห็นว่าบริษัทที่ประสบความสำเร็จหรือก้าวหน้ากันแบบรวดเร็วนั้นมักจะเต็มไปด้วยพนักงานเกรด A กัน ส่วนบริษัทที่ดูไม่ไปไหน บ้างก็ทำงานกันแบบเอาให้รอดเป็นเดือนๆ นั้นก็จะอยู่กับพนักงานอีกเกรด

พอเราพูดแบบนี้ หลายๆ คนก็มักจะบอกว่าพนักงานเกรด A นั้นอาจจะเก่งจริง แต่ค่าตัวก็แพงเหลือเกิน บริษัทจ้างไม่ไหว จ่ายเงินเดือนไม่ได้ บ้างก็จะคิดว่าสู้เอาพนักงานเกรด B / C หลายๆ คนมาดีกว่า เพราะยังไงก็สามารถเป็นแรงงานให้บริษัทได้เยอะกว่า 1 คนเป็นแน่

ฟังอาจจะน่าขำ แต่เอาจริงๆ มันเป็นข้ออ้างที่ผมได้ยินบ่อยมากอย่างไม่น่าเชื่อ

สิ่งหนึ่งที่ผมมักจะเริ่มถามหรือบางทีก็พูดบนเวทีเสวนาบ่อยๆ คือบริษัทมองพนักงานเป็น​ “ทรัพยากร” หรือเป็น “ค่าใช้จ่าย” กันแน่?

เราต่างรู้กันดีว่าธุรกิจจะรุ่งหรือจะร่วงก็อยู่ที่คนทำงานเนี่ยแหละที่จะวางแผนและดำเนินการให้เกิดขึ้น ถ้าเราได้ทรัพยากรที่มีคุณภาพก็จะยิ่งทำให้ธุรกิจมีโอกาสประสบความสำเร็จสูง แต่ถ้าเราไม่มีวัตถุดิบในบริษัทที่ดี มันก็ยากจะได้ผลผลิตที่ดีเหมือนกัน

แต่ที่น่าตลกคือเรามักพบการพยายาม “ลดค่าใช้จ่าย”​ ของบริษัทที่มีต่อ “ทรัพยากรบุคคล” ถ้าพูดกันง่ายๆ คือบริษัทมักเลือกจะต่อเงินเดือนพนักงานให้มากที่สุด

จนบางทีผมก็แอบสงสัยว่าการทำแบบนี้ จะทำให้บริษัทได้ทรัพยากรที่ดีมาได้อย่างไร?

บางคนอาจจะพูดว่าเพราะหลายคนเรียกค่าตัวสูง

แต่เราก็อาจจะต้องคิดกลับด้วยว่าคนเหล่านี้ (ที่เก่งจริง) สามารถสร้างมูลค่ามหาศาลให้กับบริษัท

ผมยังมักพูดติดตลกบ่อยๆ ว่าพนักงานเกรด A คนเดียวอาจจะดีเสียกว่ามีพนักงานเกรด C สามคน (แม้ว่าจะรวมแล้วเงินเดือนเท่ากัน) เพราะมูลค่าของคนไม่ได้วัดกันที่เงินเดือนเพียงอย่างเดียว หากแต่อยู่ที่ความสามารถในการสร้างประสิทธิภาพให้กับบริษัทซึ่งนั่นอิงอยู่กับความรู้ความสามารถที่ไม่สามารถประเมินกันได้ด้วยการดูแค่เงินเดือนและสวัสดิการ

อย่าลืมว่าพนักงานเกรด A คือบุคลากรคุณภาพที่ทำให้บริษัทสามารถลดปัญหาไปได้มากมาย คนเหล่านี้มักจะทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ เผลอๆ อาจจะมากกว่าเงินเดือนที่พวกเขาได้รับ แถมยังช่วยในเรื่องการวางแผนและกำหนดทิศทางต่างๆ อีกมากมาย คนเหล่านี้จะไม่ใช่แค่ทำงานตามหน้าที่ไปวันๆ แต่จะเต็มไปด้วยพลังที่อยากพลักดันให้ตัวเอง ทีมงาน และบริษัทไปสู่ความสำเร็จให้ได้ (ซึ่งผมก็ไม่รู้ว่าจะตีมูลค่านี้เป็นจำนวนเงินกันได้อย่างไร)

แน่นอนว่าไม่ใช่ทุกบริษัทที่จะมีพนักงานเกรด A กันได้ แต่ท้ายที่สุด คำถามคือเราพร้อมจะลงทุนกับพนักงานเราแค่ไหน อย่าลืมว่าการได้คนดีมาขับเคลื่อนบริษัทก็ย่อมนำไปสู่การลดปัญหาต่างๆ ที่มักจะเกิดขึ้นจากการได้คนไม่ดีมาทำงาน (และนั่นเป็นปัญหาที่บริษัทจำนวนมากประสบอยู่)

บล็อกวันนี้อาจจะไม่มีอะไรมาก แต่ก็ฝากข้อคิดไว้เสียหน่อยแล้วกันนะครับ

อ่อ อย่างไรก็ตาม ก็ต้องระวังด้วยนะฮะ เพราะมันก็มีพนักงานเกรด C ที่ย้อมแมวตัวเองว่าเป็นเกรด A กันอยู่เหมือนกัน แผนกบุคคลก็ต้องแสกนคนเหล่านี้ให้ดีนะครับ