เชื่อว่าถึงตอนนี้ทุกคนคงรู้กันแล้วสำหรับ Reactions ของ Facebook ที่เปิดให้คนทั่วโลกได้ใช้ในการแสดงอารมณ์ต่อโพสต์ต่างๆ มากกว่าแค่การกดไลค์ (ถ้าคุณยังไม่รู้ หรือยังไม่ได้ลอง ผมว่าคุณควรรีบไปอัพเดทตัวเองให้ด่วนนะครับ)

แน่นอนว่าการมีอะไรที่มากกว่า Like ยอมทำให้นักการตลาดต้องฉุกคิดกันพอสมควร เพราะเรารู้จักและใช้ Facebook กันมาเกือบสิบปี (สำหรับหลายๆ คน) โดยมีแค่ Like / Comment / Share  แล้วพอวันนี้มีอะไรมากขึ้นกว่าเดิมแล้ว เราจะต้องเตรียมตัวรับมือกันอย่างไรบ้างดี

มันก็คือ Content Interaction นั่นแหละ

เบื้องต้นแล้ว ผมมักจะบอกว่าอย่าไปคิดอะไรสลับซับซ้อนมาก การมีให้ทั้ง Like / Love / Haha / Wow / Sad / Angry มันก็คือ “ปฏิกริยา” หรือ “ปฏิสัมพันธ์” ต่อคอนเทนต์ที่คนกำลังเสพอยู่นั่นแหละ ฉะนั้นถ้าจะคิดกันง่ายๆ มันก็คือ Interaction หรือจะเรียกว่า Content Engagement ก็ได้ (ขึ้นอยู่กับจะนิยามมัน)

มันดูข้อมูลได้ (และก็วิเคราะห์ได้)

สำหรับผม การแตก Interaction ของผู้อ่านคอนเทนต์ให้มีทางเลือกมากขึ้นนั้นยิ่งทำให้นักการตลาดโดยเฉพาะคนผลิตคอนเทนต์ได้ Insight อะไรมากขึ้นกว่าเดิม แถมที่ดีคือระบบของ Facebook ทำให้เราสามารถดูข้อมูลต่างๆ ได้ละเอียดอีกต่างหาก แน่นอนว่า Insight ของ Love / Haha / Wow / Sad / Angry ย่อมต่างจากการ Like เฉยๆ ซึ่งในอนาคตมันอาจจะถูกตีให้กลายเป็น Types of Interaction ไป ซึ่ง Insight และ Data ที่เกิดขึ้นมานี้ก็คงจะเอาไปวิเคราะห์อะไรได้อีกมากมายเลยทีเดียวเชียวนะ ซึ่งโดยส่วนตัวสำหรับผมที่เป็นคนทำคอนเทนต์ด้วยแล้วนั้น ผมเห็น Insight หลายอย่างที่นำไปใช้ประโยชน์ได้เยอะทีเดียวนะ

reactions

เลิกบ้าไลค์กันได้แล้ว

ในอีกมุมหนึ่ง ผมว่าการมี Reactions ก็ดีอย่างตรงที่ทำให้หลายๆ คนอาจจะฉุกคิดเรื่องการบ้าจำนวนไลค์ (หรือที่เอเยนซี่หลายที่ไปเรียกกันว่า Brand Engagement อะไรก็ตาม)  เกินมูลค่าจริงหรือที่ควรจะเป็น เวลาพูดถึงเรื่องนี้ ผมมักจะเตือนๆ กัน (รวมทั้งเตือนตัวเอง) ว่าอย่าหลงกับจำนวนที่เกิดขึ้น แต่ให้ดู “มูลค่า” และ “ความหมาย” ที่เกิดขึ้นจากจำนวนไลค์ (และจำนวน Reactions ใหม่ๆ) มากกว่า ยิ่งตอนนี้ล่าสุดมีการบอกแล้วว่าค่า Reactions อื่นอย่าง Love / Haha / Wow / Sad / Angry นั้นไม่ได้นับรวมเป็นไลค์ ก็คงจะทำให้หลายคนที่สนใจแต่จำนวนไลค์คงต้องปวดหัวกันพอสมควร (แต่อีกสักพักมันก็คงมีเครื่องมือที่สามารถดึงค่าทั้งหมดมาวัดผลได้อีกทีแหละนะ)

อย่ากลัว Angry จนเกินไป

หลายคนเห็นว่า Angry จะกลายเป็นค่าที่น่ากลัว เพราะอาจจะเป็นตัวแสดงให้เห็นว่ามีคนไม่พอใจเราเท่าไร มีลูกค้าที่ไม่ชอบแบรนด์มากแค่ไหน หรือจะโดนคู่แข่งเข้ามาโจมตี ปั้ม Angry หรือไม่

เอาจริงๆ ผมอยากให้มองว่า Angry ไม่ใช่ Dislike (แบบที่หลายคนคิด) แต่มันอาจจะสื่อถึงอารมณ์และความรู้สึกที่กว้างกว่าการบอกว่า “ไม่ชอบ” หรือ “เกลียด”

ในขณะเดียวกัน ถ้ามองกันแบบแง่ดีเสียหน่อย การที่คนกด Angry เพราะไม่พอใจ อาจจะดีเสียกว่าการที่เขามาสแปมคอมเมนต์ของโพสต์นั่นแหละ

Algorithm ของ Newsfeed ก็คงจะปรับตัว

แน่นอนอีกเช่นกันว่า Facebook ก็คงไม่เอาเจ้า Reactions ออกมาให้คนกดเล่นกันเฉยๆ แต่คงเอาไปใช้ในการคำนวนและคัดสรรคอนเทนต์ขึ้นมาบน Newsfeed อีกเช่นกัน ทีนี้ถ้าใครเป็นคนทำคอนเทนต์ประเภทเน้น Organic เยอะๆ ก็อาจจะต้องมาดูรายละเอียดและจูนคอนเทนต์เพื่อใช้ประโยชน์ของ Reactions กันเสียหน่อย (ตอนนี้มีการเดากันว่า Algorithm จะคัด Love / Wow ขึ้นมาเป็นสำคัญ แต่ก็เป็นการคาดการณ์ซึ่งไม่ได้มีการรับรองว่าจริงแต่อย่างใด)

สนุกกับมัน

ไม่ว่าคุณจะชอบไม่ชอบ จะคิดว่ามันเยอะเกินจำเป็นหรืออะไรก็ตาม แต่ Facebook เขาเอาออกมาให้ใช้แล้ว (และคุณจะไปประท้วงเขาก็คงไม่ฟังคุณอยู่ดี) ฉะนั้นทางที่ดีคือเราสนุกกับมันและเรียนรู้ว่าจะใช้ประโยชน์อะไรกับมันได้บ้าง จะทำกิจกรรมการตลาดสนุกๆ กับ Reactions ไหม จะคิดแคมปญที่โยงกับมันได้อย่างไร อันนี้ก็เป็นโจทย์ให้คิดกันแหละนะครับ