แน่นอนว่าหลังจากที่คนไทยเกือบทั้งประเทศต้องผิดหวังกับนัดชิงเหรียญทองในกีฬามวยสากลสมัครเล่นพร้อมข้อครหามากมายว่าเป็นการโกงของกรรมการ

สิ่งที่ผมว่าน่าสนใจปนกับน่าหวั่นใจคือผลที่ตามมาบนโลกออนไลน์ชนิดยังกับสึนามิ

คลื่นความไม่พอใจของผู้ชมก่อตัวจากแผ่นดินไหวครั้งใหญ่และโถมสูงขึ้นเรื่อยๆ ด้วยกระแสข้อความต่างๆ ที่ทยอยใส่ “สี” ให้กับข้อความเพื่อระบายความรู้สึกอัดอั้นออกมา

แน่นอนว่าเมื่อทับถมกันไปเรื่อยๆ คนจำนวนที่ตอนแรกอาจจะรู้สึกเงียบๆ คนเดียว หรือเก็บไว้ก็เริ่มระบายออกมาบ้าบเพราะเห็นคนอื่นระบายออกมา เราเริ่มเห็นีำหยาบต่างๆ นานาออกมามากขึ้นเรื่อยๆ

นี่ยังไม่นับการไปโพสต์ถล่มใน Facebook Page ของ AIBA กว่าสามหมื่นคอมเมนต์ภายในเวลาเพียง 14 ชั่วโมง (ปรกติมีคนไปเมนต์ไม่กี่ร้อย)

บ่ายวันนี้ผมทวีตไปว่า จริงอยู่ว่าเราย่อมไม่พอใจการตัดสิน และเราก็มีสิทธิ์ในการวิพากษ์วิจารณ์ผลที่เกิดขึ้นด้วยเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นได้ แต่คำถามคือเราจะใช้สิทธิ์นั้นด้วยตรรกะและวิจารณญาณหรือไม่ หรือจะปล่อยให้อารมณ์พุ่งพล่านไปจนเกินควบคุม แลวถ้าเป็นอย่างนั้นแล้ว มันจะต่างอะไรจาก “ขี้แพ้ชวนตี”

ตัวผมเอง ผมก็รู้สึกค้านสายตาเหมือนกับคนอื่นๆ ที่ได้ชมการแข่งขันนั่นแหละ แต่การประท้วงหรือคัดค้านอะไรนั้น ก็ต้องเป็นไปตามข้อตกลง การแสดงความเห็นก็ต้องดูความเหมาะสม เพราะคำพูดแต่ละอย่างที่พิมพ์ออกไปนั้นย่อมไม่ต่างจากการประจานความคิดของตัวเอง
แต่ดูเหมือนว่าหลายคนอาจจะไม่รู้ตัว หรือบางคนก็อาจจะรู้ตัวแต่จงใจที่จะมองข้ามมันไป

เอาจริงๆ ส่วนตัวผมแล้ว ผมว่าเหตุการณ์นี้น่าจะเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดความลักปิดลักเปิดของคนไทยบนโลกออนไลน์ เราเป็นชาติที่มีการใช้งานสื่อสังคมต่างๆ ค่อนข้างจะหนักหน่วงกว่าหลายประเทศ แต่เรากลับมีึความกลวงในพื้นฐานของการรับและใช้สื่อ ทั้งที่เราผ่านปรากฏกาารณ์ต่างๆมาก็เยอะ ไม่ว่าจะการตีกันบน Twitter ดราม่าใส่กันบน Webboard โพสต์ด่ากันบน Facebook ฯลฯ เรื่องเหล่านี้เกิดขึ้นกันแทบทุกวันแต่เราก็ยังใหัมันเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ความน่ากลัวคือถ้าปัญหาเหล่านี้กลายเป็นความเคยชินแล้ว เราจะสามารถแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้หรือไม่

หรือเหตุการณ์นี้ก็จะเป็นหนึ่งในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แล้วก็ถูกลืมไปในอีกไม่กี่วันข้างหน้า และเราก็เหมือนกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นแบบเดียวกับที่ผ่านๆ มา