วันนี้ผมได้มีโอกาสไปบรรยายให้กับบริษัทประกันแห่งหนึ่งซึ่งได้มีการทำโครงการที่ให้เหล่าตัวแทนเริ่มมีการใช้ช่องทางดิจิทัลอย่าง Facebook Page ในการทำการตลาดมากขึ้นเพื่อสร้างโอกาสให้กับตัวเอง แต่ก็พบว่ามีหลายๆ คนที่ยังประสบปัญหา บ้างก็รู้สึกว่าทำแล้วไม่เวิร์ค ดูไม่มีความเคลื่อนไหว จนบางคนอาจจะคิดว่าเลิกแล้วไปทำอย่างอื่นดีกว่า

ทำไมถึงเป็นอย่างนั้น อะไรคือปัญหา ผมเลยขอเขียนบล็อกสรุปแบบง่ายๆ ให้เห็นภาพแล้วกันนะครับ

สถานการณ์มักเกิดกับคนสร้างเพจมือใหม่ที่ทำให้หลายๆ คนท้อ

ถ้าจะมองสถานการณ์ที่มักเกิดกับคนที่เปิด Facebook Page ใหม่ๆ และทำให้หลายๆ คนอยากเลิกทำต่อก็จะมักจะมีสถานการณ์ตามด้านล่างนี้แหละครับ

  1. คนกดไลค์น้อย
  2. โพสต์แล้วไม่มีคนสนใจ
  3. ไม่ได้ออเดอร์ ไม่มีการโต้ตอบกลับมา

ฟังดูไม่มีอะไรมากแต่เราต้องยอมรับว่าพอทำเพจแล้ว “ไม่ได้ผลกลับมา” ทั้งในแง่ตัวเลขคนที่มาตาม คนที่มาโต้ตอบ มันก็เป็นการทำลายกำลังใจคนทำอยู่ไม่น้อย ซึ่งจะว่าไปนี่คือสาเหตุหลักๆ ที่หลายๆ คนล้มเลิกความตั้งใจจะขายของออนไลน์หรือใช้ Facebook Page ทำธุรกิจกันเลยทีเดียว

ปัญหาที่เกิดและวิธีแก้ปัญหา

พอเป็นอย่างนี้แล้ว เราลองมาวิเคราะห์ปัญหาใหญ่ๆ ที่ทำให้เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นกัน ซึ่งส่วนใหญ่แล้วเราก็จะเจอปัญหาดังต่อไปนี้

1. การได้คนกด Like ที่ไม่ใช่กลุ่มเป้าหมายจริงๆ

ในช่วงแรกๆ ของการทำเพจนั้น หลายๆ คนมักใช้วิธีการชวนเพื่อนๆ หรือคนรู้จักมากดไลค์กันซึ่งก็เป็นสิ่งที่ทำกันเป็นเรื่องปรกติและทำให้ยอดไลค์เพิ่มขึ้นช่วงแรกๆ เหมือนจะเร็ว อย่างไรก็ตามถึงจุดหนึ่งมันก็จะเริ่มนิ่งเพราะมันก็วนๆ กันอยู่ในวงเพื่อนของเรา ไม่ได้ออกไปสู่วงสังคมอื่น แถมขณะเดียวกันคนที่มา “ช่วยกดไลค์” ตอนแรกนั้นก็ไม่ใช่คนที่เราต้องการให้เป็นลูกค้าจริงๆ ผลที่เกิดขึ้นเลยกลายเป็นว่าฐานคนดูที่จะเห็นคอนเทนต์ของเพจนั้นกลายเป็นคนที่ไม่ได้ตอบโจทย์ธุรกิจของเราเสียเท่าไรเลย และก็จะนำไปสู่ปัญหาต่อเนื่องเพราะคนเหล่านี้ก็ย่อมไม่ได้ใส่ใจกับคอนเทนต์ที่เราโพสต์เป็นแน่

การแก้ปัญหา

เรื่องนี้ก็ต้องกลับไปแก้กันที่ต้นตอของปัญหาคือการสร้างฐานคนติดตาม Facebook Page ที่ใช่เสียก่อน การมีฐานคนดูที่ใช่จะทำให้เราทำอะไรต่อได้ง่ายขึ้น ด้วยเหตุนี้มันอาจจะเป็นจุดที่ธุรกิจต้อง “ลงทุน” ในโปรโมตตัวเพจไปยังกลุ่มเป้าหายที่ต้องการจริงๆ ผ่านการใช้เครื่องมืออย่าง Facebook Ad ไม่ว่าจะเป็นการ Boost Post หรือทำ Like Page ก็แล้วแต่เทคนิคกันไป ทั้งนี้เราต้องไม่ลืมว่าถ้าเรายังใช้วิธีแบบ Organic นั้นย่อมหมายความว่าเราต้องฝากความหวังไว้กับเครือข่ายของเราซึ่งอาจจะไม่เยอะและไม่กว้างขวางพอจะไปถึงคนที่เราอยากให้เป็นลูกค้าได้

เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว สิ่งที่คนทำเพจต้องวางภาพให้เคลียร์เสียก่อนว่าใครคือกลุ่มเป้าหมายของตัวเอง เราอยากได้ใครมาเป็นคนลูกค้าก็วางแผนกันให้ชัดแล้วไปซื้อ Facebook Ad กันให้ตรงที่ต้องการ ส่วนการหวังพึ่ง Organic นั้นจะว่าก็ทำได้แต่ก็อาจจะเหนื่อยกว่าหรือต้องลุ้นกว่าว่าคอนเทนต์ของเพจเรานั้นจะโดนใจและถูกส่งต่อจนไปถึงกลุ่มเป้าหมายนั้นๆ หรือเปล่า

2. ยังไม่ชำนาญในการเลือกคอนเทนต์มาโพสต์

การมี Facebook Page ไม่ใช่เรื่องยาก แต่คำถามคือการจะโพสต์อะไรบ้างในแต่ละวัน จะโพสต์อย่างไรเพื่อสร้างโอกาสในการขาย นั่นต่างหากที่จะเป็นเรื่องยาก

กรณีการทำคอนเทนต์จึงเป็นเรื่องไม่ง่ายสำหรับมือใหม่ที่จะขายของออนไลน์หรืออยากจะเปิด Facebook Page เพราะมันต้องทำความเข้าใจและวางแผนกันให้ดีว่าคอนเทนต์แบบไหนที่จะทั้งตอบโจทย์ “คนดู” และ “คนขาย” ไปพร้อมๆ กัน

การแก้ปัญหา

สิ่งที่ผมมักให้คนมาอบรมทำบ่อยๆ คือการถอยกลับไปมองว่ากลุ่มเป้าหมายของเรานั้นต้องการอะไร สนใจอะไรเกี่ยวกับสินค้าหรือบริการของเรา มีจุดไหนที่สินค้าหรือบริการเราตอบโจทย์เขาได้บ้าง แล้วค่อยๆ พัฒนาขึ้นมาเป็นลิสต์ของเรื่องราวกับข้อมูลที่พวกเขาน่าจะสนใจ เราต้องไม่ลืมว่าโลกบน Facebook นั้นเต็มไปด้วยข้อมูลข่าวสารมากมาย ถ้าเนื้อหาที่เราโพสต์นั้นไม่น่าสนใจ ไม่ตรงกับความต้องการของเขาแล้วล่ะก็ มันก็ยากที่เขาจะมาอ่านหรือติดตาม ฉะนั้นการทำ Content Marketing จึงเป็นเรื่องสำคัญมากๆ หลังจากที่ได้ทำเพจไปแล้วนั่นแหละครับ

3. ไม่ได้ทำอย่างจริงจังและต่อเนื่อง

อันนี้ผมก็ไม่แน่ใจว่าจะเรียกว่าปัญหาดีไหม แต่ส่วนหนึ่งเพราะการทำ Facebook Page เหมือนเป็น “งานใหม่” ที่เพิ่มเข้ามา ซึ่งมันเลยไม่ใช่เรื่องง่ายกับการที่ต้อง “ทำเพิ่ม” จากชีวิตปรกติของหลายๆ คน (ที่ก็ทำงานเยอะอยู่แล้ว) พอเป็นแบบนี้เลยไม่ได้ทำกันอย่างต่อเนื่อง ไม่ได้ทุ่มเทกับมันเท่าไรนัก บางคนก็จะทำเมื่อสะดวก ว่างก็ทำ

ผลก็คือตัวเพจก็ไม่ได้เคลื่อนไหวต่อเนื่อง ไม่มีคอนเทนต์อัพเดท ซึ่งแน่นอนว่ามันก็ยิ่งทำให้เพจไม่ได้ผล ไม่มีประสิทธิภาพ ซึ่งก็จะเป็นโดมิโนต่อไปอีกว่าคนทำก็จะรู้สึกเฟล แล้วก็จะเลิกในที่สุด

การแก้ปัญหา

การเแก้เรื่องนี้คงไม่มีอะไรมากนอกจากการที่คนทำต้องทุ่มเท อดทนและมีวินัยในการทำ Facebook Page พอสมควร เพราะก็ต้องยอมรับว่าการทำ Facebook Page ให้สำเร็จนั้นไม่ได้จะสำเร็จกันได้ในชั่วข้ามคืน บางคนใช้เวลาหลายเดือนและต้องลงทุนอะไรมากมาย

ก็อย่างที่บอกกันหลายครั้งแหละครับ – NO PAIN, NO GAIN

 

นี่เป็นเพียงปัญหาพื้นๆ ที่มักเกิดกับคนเปิด Facebook Page มือใหม่กันซึ่งนี่ก็เป็นคำแนะนำบางส่วนที่ผมบอกได้ในบทความนี้ซึ่งก็คงมีเรื่องราวอีกมากที่เราคงคุยกันได้อีกในบทความต่อๆ ไปนะครับ