แม้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างแบรนด์กับเอเยนซี่นั้นจะคือโหมดของลูกค้ากับคนที่ถูกจ้าง แต่จริงๆ แล้วการทำงานระหว่างสองฝั่งนี้ก็สามารถ “ช่วยกัน” เพื่อให้งานออกมาดีได้ (ซึ่งเอาจริงๆ มันดีกว่าโหมด “สั่ง” แล้ว “นั่งรอ” อยู่แล้วล่ะครับ)

จากประสบการณ์ที่ตัวเองเคยทำงานทั้งฝั่งแบรนด์และฝั่งเอเยนซี่ด้วย ผมเลยลองสรุปเรื่องสำคัญๆ ที่คนเป็น “ลูกค้า” ควรเตรียมตัวเพื่อช่วยให้เอเยนซี่ “รับไม้” และเอางานไปทำต่อได้เร็วและมีประสิทธิภาพ ดังต่อไปนี้ครับ

1. เข้าใจสิ่งที่ตัวเองต้องการจะทำ

ปัญหาแรกๆ ที่มักจะเจอคือลูกค้าที่บรีฟงานนั้นยังไม่รู้แน่ชัดว่าตัวเองต้องการอะไร จะทำอะไร หวังผลอะไร หรือคาดหวังจะเกิดอะไรขึ้น (จริงๆ) จนกลายเป็นเหมือนบรีฟให้คน “ทำงาน” โดยไม่รู้ว่าจะทำไปทำไม เช่นต้องการยอดขาย ต้องการสร้างการรับรู้ ต้องการแก้ภาพลักษณ์ ฯลฯ เรียกได้ว่าแค่เรื่อง Marketing Objective หรือ Business Objecitve ก็ยังตอบกันไม่ได้แน่ชัด คนทำงานเอเยนซี่ก็กลายเป็นว่าต้องไปเดากันว่าแบรนด์ต้องการอะไร แถมถ้าตีโจทย์ผิด ชิ้นงานหรือไอเดียที่ทำขึ้นมาก็จะออกไปคนละทางกับสิ่งที่ควรเป็นอีก

สิ่งที่ผมมักจะแนะนำคนทำงานบ่อยๆ คือคนตั้งต้นบรีฟต้อง “เข้าใจปัญหา” ให้ชัดเสียก่อน เพราะการที่เราจะให้เอเยนซี่ทำงานให้นั้น ก็คือการให้เขาไปช่วยเราแก้ปัญหา แต่ถ้าเรายังไม่รู้ว่าปัญหาคืออะไร เอเยนซี่ที่มาทำต่อก็คงยากจะไปรู้แทนเรา (หรือก็อาจจะไม่สามารถรู้ดีไปกว่าเราได้)

ฉะนั้นแล้ว ก่อนที่จะทำการบรีฟอะไรสักอย่าง ขอให้คิดให้รอบคอบและชัดเจนว่าปัญหาของคุณคืออะไร คุณต้องการแก้ปัญหาอะไร เพื่อที่มันจะเป็น “เป้าหมายร่วม” ระหว่างแบรนด์กับเอเยนซี่นั่นเอง

2. บรีฟงานให้เป็น เตรียมของให้ครบ

ข้อนี้เป็นอีกจุดบอดหนึ่งที่มักกลายเป็นเสียงบ่นจากเอเยนซี่ (หรือแม้แต่การบ่นข้ามแผนกในบริษัทเอง) เพราะคนบรีฟเล่นบรีฟงานกันแบบลอยๆ ไม่เคลียร์ว่าจะเอาอะไร หรือไม่ได้ระบุสิ่งที่จำเป็นมาใช้ประกอบการทำงาน เช่นแบรนด์ของเราเป็นแบบไหน เราต้องการสื่อสารเรื่องไหนเป็นประเด็นหลัก / รอง (และไม่ใช่ทุกอย่างเท่ากัน) โฟกัสกลุ่มเป้าหมายไหนเป็นกลุ่มหลัก Insight อื่นๆ ที่มีประกอบเพื่อให้คนที่รับงานไปนั้นใช้เป็นวัตถุดิบในการคิดงานได้

หลายๆ คนอาจจะบอกว่าตรงนี้อย่าให้เอเยนซี่เยอะ เดี๋ยว “ไม่ได้ทำงาน” แต่เอาจริงๆ ผมกลับมองว่าการให้ของที่จำเป็นกับคนทำงานย่อมช่วยทำให้เขาเอาเวลาที่มีอยู่ไปโฟกัสงานอื่นที่จำเป็น ดีกว่าการที่เขาต้องมัวไปทำเรื่องที่ไม่จำเป็นหรือเสียเวลา (เช่นครีเอทีฟควรไปโฟกัสกับการคิดไอเดียสร้างสรรค์ มากกว่าไปนั่งเก็บข้อมูลบางอย่างซึ่งจริงๆ แบรนด์อาจจะมีอยู่แล้ว)

ด้วยเหตุนี้ การจะบรีฟงานอะไรนั้น คนบรีฟจึงควรจะรู้ด้วยว่าคนที่มารับงานไปทำต่อนั้นจำเป็นต้องมีอะไรในมือบ้าง อะไรที่จะช่วยให้เขาทำงานได้เร็วขึ้น ดีขึ้น และมีประสิทธิภาพมากขึ้น สิ่งนั้นก็ควรจะเตรียมเอาไว้ตั้งแต่ต้นเพื่อจะได้ไม่ต้องเสียเวลาในภายหลัง

(สำหรับคนที่สนใจว่าการบรีฟควรมีข้อมูลอะไรบ้างนั้น ทาง Google เคยทำแบบฟอร์ม Creative Brief ไว้ซึ่งดีมากๆ สามารถดาว์นโหลดได้ที่นี่ https://goo.gl/mUr2TA )

3. ช่วยคอมเมนต์ที่จำเป็น และหยุดคอมเมนต์ที่ไม่จำเป็น

หนึ่งในสิ่งที่สร้างความเหนื่อยหน่ายคนทำงานทุกๆ คน (และทุกฝั่ง) คือช่วงของการคอมเมนต์งานที่เกิดขึ้น ซึ่งจุดนี้ผมมักพูดเสมอว่าคนทำงานต้องรู้ว่าอะไรควรคอมเมนต์และอะไรไม่ควรคอมเมนต์

จริงอยู่ว่าการคอมเมนต์งานนั้นมีจุดประสงค์ให้งานดีขึ้น แต่ในความเป็นจริงเรากลับพบว่าการคอมเมนต์งานหลายครั้งกลับทำให้งานแย่ลง ไม่ว่าจะเสียเวลามากขึ้น งานช้ากว่ากำหนด การทำให้สับสน ฯลฯ ด้วยเหตุนี้ผมถึงมักเตือนหลายๆ คนว่าการคอมเมนต์งานคือจุดสำคัญมากของการทำงานจริง ซึ่งเราต้องรู้จักการคอมเมนต์ให้มีประสิทธิภาพ เช่น

  • เอาคนที่ “จำเป็น” และ “รู้” มาคอมเมนต์พอ คนที่ไม่จำเป็น ไม่รู้เรื่อง หรือคอมเมนต์ไม่เป็นก็ไม่ควรยุ่ง
  • คอมเมนต์โดยอยู่บนพื้นฐานว่าเอาไปทำงานต่อได้จริง ไม่ใช่แค่คอมเมนต์สนองอารมณ์คนพูด
  • คอมเมนต์โดยเข้าใจบริบทต่างๆ เช่นงบประมาณ เวลาที่มี ฯลฯ ไม่ใช่คอมเมนต์แบบไปเรื่อยออกทะเล
  • รับผิดชอบกับคอมเมนต์ที่ให้ไว้ ไม่ใช่พูดอย่างแล้วอีกวันพูดอย่าง
  • คอมเมนต์ให้เคลียร์ว่าจะเอาอะไร มีปัญหาตรงไหน ทำไมต้องการให้แก้ไข ซีเรียสขนาดไหน

 

เอาจริงๆ ยังมีเรื่องอีกเยอะที่ลูกค้าสามารถ “ช่วย” เอเยนซี่ทำงานได้ ซึ่งที่ยกมาวันนี้เป็นแค่เรื่องเบาะๆ ในชีวิตจริง ก็หวังว่าจะเอาไปลองคิดแล้วปรับใช้กันดูนะครับ