ชีวิตคนเรานั้นใครๆ ก็คงอยากจะอยู่อย่างสบายๆ และเมื่อเรารู้สึกว่าชีวิตเรา “ลงตัว” แล้ว เราก็รู้สึกปลอดภัย ไม่ต้องกังวลกับอะไร และนั่นก็น่าจะเป็นเป้าหมายที่หลายๆ คนอยากจะให้เกิดขึ้น

แต่บางที ผมก็คิดกลับอยู่เหมือนกันว่าไอ้ภาวะ “สบาย” และ “ไม่ต้องกังวล” นี่แหละที่อันตรายสำหรับตัวเราเหมือนกัน

เพราะมันคือภาวะที่ทำให้เราไม่ได้รู้สึกเดือดร้อนหรือต้องขวนขวายอะไรมากมาย ทุกอย่างดูปรกติและเป็นไปเรื่อยๆ ในแต่ละวัน

แล้วพอมองกลับมาคิดๆ ดู การจะประสบความสำเร็จหรือก้าวหน้าไปเรื่อยๆ นั้นก็ต้องมาจากการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอๆ ซึ่งแน่นอนว่าหลายๆ คนก็มักพูดให้เรารักจะเรียนรู้ รักที่จะสนใจหาสิ่งใหม่ๆ อยู่เรื่อยๆ

และผมก็เชื่อว่าหลายๆ คนก็รู้จักข้อคิดหรือคำคมแบบนี้อยู่แล้ว

แล้วทำไมเราถึงไม่ได้ทำมันล่ะ?

ในความคิดส่วนหนึ่งของผมนั้น สิ่งที่อาจจะขาดไปสำหรับหลายๆ คนคือ “ความกลัว” ที่เป็นเหมือนเชื้อเพลิงชั้นดีในการดันให้ตัวเราต้องขวนขวายและเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด

ชีวิตผมเอง ผมก็มีความกลัวหลายๆ อย่างอยู่ในสมองอยู่เสมอ

กลัวว่าเรื่องที่เรารู้จะล้าสมัย

กลัวว่าที่เราทำได้วันนี้จะกลายเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็นในอนาคต

กลัวว่าจะเสียโอกาสที่เรายังไม่รู้

กลัวว่าเราจะตกยุค

กลัวว่าความเปลี่ยนแปลงจะไปเร็วกว่าที่เราจะตามได้ทัน

ฯลฯ

ความกลัวเหล่านี้อาจจะฟังดูเป็นเรื่องน่าขัน แต่มันเป็นสิ่งที่เข้าขั้น “หลอน” ผมอยู่ลึกๆ และทำให้ผมลุกขึ้นมาทำอะไรหลายๆ อย่างด้วยความ “รัก” ไม่ว่าจะรักทำงาน รักที่จะอ่านหนังสือ รักที่จะลองอะไรใหม่ๆ ฯลฯ ซึ่งถ้าจะว่าไปแล้ว มันก็เกิดจากความกลัวที่ผมยกตัวอย่างไปนั่นแหละ

ผมมักพูดติดตลกว่าถ้าเรากลัวถึงจุดๆ หนึ่ง เราก็จะลุกขึ้นมาทำอะไรบางอย่างเพื่อให้เราหายกลัวหรือลดความกลัวของเรา และนั่นเป็นแรงขับที่มีพลังอย่างคาดไม่ถึง

ลองถามตัวเองสิครับ ถ้าคุณอยากก้าวหน้า อยากจะเติบโตไปกว่านี้ วันนี้คุณมีความกลัวอะไรอยู่ในใจไหม คุณรู้สึกกลัวกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นรอบๆ ตัวเราขนาดไหน

ถ้าเราไม่รู้สึกกลัวอะไรเลย เราก็อาจจะไม่รู้สึกแยแสหรือกังวลอะไรเลย และนั่นนำมาสู่ความชะล่าใจ

และความชะล่าใจเนี่ยแหละ ที่เป็นเรื่องน่ากลัวที่แท้จริง