ในช่วงที่ผมเรียนละครเวทีสมัยปริญญาตรีนั้น คำสอนที่ผมมักจะได้ยินจากอาจารย์ทุกคนซึ่งส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น (ที่ผมได้ยินบ่อยสุดก็จากรศ.ดร. สดใส พันธุมโกมล) ว่า “อย่าดูถูกคนดู”

คำสอนนี้เหมือนเป็นคติเตือนใจของพวกเราที่ทำงานละครเวทีว่าอย่าได้คิดประมาณว่าตรงนี้คนดูไม่รู้หรอก คนดูไม่เห็นหรอก หรือพูดง่ายๆ คืออย่าทำงาน “มักง่าย”​ ไม่ว่าจะในรายละเอียดไหนๆ ของละครตั้งแต่การเขียนบท การแสดง กำกับ ทำฉาก จัดแสง เสียง หรือแม้แต่การทำอุปกรณ์ประกอบฉากก็ตาม

เรื่องนี้เป็นเรื่องซีเรียสสมัยผมทำงานเพราะเมื่อไรก็ตามที่เราคิดเอาเสียว่าคนดูไม่รู้หรอก หรือคิดว่าคนดูน่าจะไม่ทันสังเกต เราก็มักจะพบทีหลังว่ามันกลายเป็นความผิดพลาดใหญ่หลวง การไม่เตรียมตัวก่อนแสดงแล้วคิดว่าแสดงไปงั้นๆ กลายเป็นว่าการแสดงรอบนั้นคนดูบ่นและรู้สึกว่าไม่สนุกทั้งที่จริงๆ ก็เล่นตามบทเดิม คิวเดิม

จากประสบการณ์ของผมแล้ว มันทำให้ผมรู้ว่าคนดูข้างนอกนั้นฉลาดกว่าที่หลายๆ คนประมาทและคิดว่าการแสดงเป็นเรื่องง่ายๆ พวกเขาสามารถมองเห็นจุดผิดพลาดของเราได้ง่ายกว่าที่เราคิด สามารถคิดล่วงหน้าไปไกลกว่าที่เราจะคาดกัน

พอมาถึงวันนี้ ผมพบว่าเรื่องนี้ไม่ใช่แค่เรื่องละครเวทีเพียงอย่างเดียว หากแต่มันสามารถนำมาเป็นคติเตือนใจให้กับคนทำสื่อสารการตลาด คนที่จะคิดค้นสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ หรือแม้แต่คนที่คิดจะทำคอนเทนต์ด้วย

ที่พูดเช่นนี้เพราะเอาจริงๆ กลุ่มเป้าหมายที่จะเห็นคอนเทนต์ของเรานั้นก็ไม่ต่างจาก “คนดู” ซึ่งแน่นอนว่าพวกเขาก็ย่อมไม่ใช่คนประเภทที่เราพูดอะไรไปแล้วเขาก็จะเชื่อ โพสต์อะไรไปแล้วก็เขาก็จะเห็นดีเห็นงามไปเสียตลอด

อย่าลืมคิดว่าคนดูของเราล้วนมีประสบการณ์มาไม่มากก็น้อย พวกเขาในวันนี้มีข้อมูลมากมายอยู่ในมือซึ่งเผลอๆ อาจจะรู้มากกว่าบรรดานักการตลาดที่นั่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์เสียด้วยซ้ำ

และนั่นทำให้พวกเขาฉลาดมากพอที่จะรู้ว่าเรากำลังหมกเม็ด กำลังทำงานแบบ “มักง่าย” หรือคิดจะ “หลอก” พวกเขาประเภทให้ข้อมูลไม่ครบ พูดแต่ด้านดี ซ่อนเงื่อนไข เพราะวันนี้เครือข่ายข้อมูลของพวกเขานั้นสามารถล้วงข้อมูลที่เราซ่อนเอาไว้ออกมาได้ง่ายกว่าที่เราคิด

นอกจากนี้แล้ว แม้ว่าพวกเขาอาจจะเป็นแฟนคลับติดตามเรา เป็นคนที่ชื่นชอบเรา แต่เมื่อไรก็ตามที่เราทำในสิ่งที่ขัดกับสิ่งที่เขาเชื่อ หักล้างกับสิ่งที่เคยทำให้เขารู้สึกดี เมื่อนั้นเขาก็พร้อมจะเดินจากไปแล้วหันมาโจมตีเราได้ทันทีเหมือนกัน

“การดูถูกคนดู” จึงไม่ใช่เรื่องที่เราควรจะทำเลยแม้แต่น้อย

เพราะเมื่อไรก็ตามที่เราคิดว่าจะทำอะไรก็ได้ เราจะพูดอะไรก็ได้

นั่นคือเรามีความคิดที่สุดจะโง่แล้วล่ะครับ