ช่วงนี้มีการพูดถึงเรื่องของการปั้น Facebook Page เพื่อขายของกันเยอะ ส่วนหนึ่งก็เพราะตอนนี้ Facebook Page กลายเป็นหน้าร้านขายของแบบง่ายๆ ที่เราสามารถใช้งานกันได้โดยไม่ต้องลงทุนอะไรเยอะมาก แถมด้วยเครื่องมือการโฆษณาบน Facebook ก็ยิ่งทำให้เจ้าของร้านทำการโปรโมตได้แบบไม่ต้องมีความรู้เรื่องเทคนิคมากนัก (ซึ่งผิดกับสมัยการเปิดเว็บไซต์ซึ่งต้องวุ่นกับเรื่อง SEO และ Coding ที่เล่นเอาหลายๆ คนถอยกรูกันเลยทีเดียว)

และในช่วงที่ตลาดครึกครื้นกันพอสมควร เราก็เห็นบรรดาคอร์สมากมายเกิดขึ้น จะจากตัวจริงหรือตัวไม่จริงอะไรก็ว่ากันไปโดยชูจุดขายเรื่องการใช้ Facebook Page (หรือบางคนจะเรียก Social Media อะไรก็แล้วแต่) ในการเป็นช่องทางสร้างรายได้ โดยหัวใจหลัๆ ก็คือการปั้น Facebook Page ให้ “สำเร็จ” ทีนี้หลายคนก็มาถามผมถึงเรื่องนี้เหมือนกัน ผมเลยขอหยิบหัวใจหลักๆ ของการปั้น Facebook Page ที่เชื่อว่าบรรดาคอร์สต่างๆ ก็มักจะพูดกัน (แต่ผมเองก็ไม่เคยได้ไปเข้าคอร์สพวกนี้หรอกนะครับ 555) เพราะถ้าว่ากันจริงๆ แล้วมันคือหัวใจหลักของการวางแผนการตลาดนั่นแหละ

1. การกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจนว่าจะมี Facebook Page ไปทำไม

ก่อนจะลงมือทำอะไรนั้น สิ่งที่เจ้า Facebook Page ก็ต้องคิดให้ตกผลึกเสียก่อน คือเราจะสร้าง Facebook Page ไปเพื่อจุดประสงค์อะไร ทำไม Facebook Page ถึงจะตอบโจทย์ของเรา การทำความเข้าใจเหตุและผลต่างๆ รวมทั้งกำหนดเป้าหมายให้ชัดเจนก็จะเป็นการตีกรอบความคิดคนทำให้โฟกัสได้ถูกต้อง

ตัวอย่างของการกำหนดเป้าหมายที่เรามักจะคุ้นๆ กันก็เช่น

  • ใช้เป็นช่องทางโปรโมตสินค้าไปยังกลุ่มเป้าหมาย
  • ใช้เป็นช่องทางในการเข้าถึงและสื่อสารกับกลุ่มเป้าหมาย
  • ใช้เป็นช่องทางในการติดต่อและบริการกับลูกค้า

เรื่องนี้อาจจะฟังดูโคตรเบสิค แต่เชื่อเถอะฮะว่าคนจำนวนมากเปิด Facebook Page โดยที่ยังตอบตัวเองไม่ได้ด้วยซ้ำว่าจะเปิดไปทำไม จะทำให้ยอดขายเพิ่มได้ยังไง การนั่งสำรวจความคิดและเขียนเป้าหมายลงในแผนธุรกิจของตัวเองเป็นเรื่องที่ผมแนะนำให้ทำกันไม่ว่าจะเป็น SME ยันแบรนด์ใหญ่ๆ เพื่อจะให้เราไม่หลงลืมว่าเป้าหมายของเราคืออะไร ความสำเร็จที่เรากำลังพูดถึงนั้นคืออะไร เวลาเราพูดว่า “ดี” หรือ “ไม่ดี” นั้นเราเห็นภาพไหมว่าเป็นอย่างไร และเราต้องไม่ลืมด้วยว่านั่นจะยังตอบเป้าหมายสูงสุดของเราใช่หรือไม่ (ซึ่งก็คือขายของนั่นแหละ)

2. การกำหนดกลุ่มเป้าหมาย / ลูกค้าที่ชัด

คนจำนวนมากอยากขายของแต่ไม่เคยรู้ด้วยซ้ำว่าลูกค้าที่อยากจะซื้อของที่จะขายนั้นคือใคร เรื่องนี้ไม่ใช่เกิดกับ SME หรือเจ้าของร้านเล็กๆ เพราะแม้แต่นักการตลาดในแบรนด์ใหญ่ๆ บางทีก็ยังตอบคำถามนี้แบบผิดๆ ถูกๆ กันอยู่เลย

อย่าลืมว่าการจะขายของให้เวิร์ค ก็คือการที่เราเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่ใช่ เอาสินค้าไปเสนอกับคนที่มีความสนใจหรือมีแนวโน้มที่จะซื้อสินค้าของเรา อยากฟังเรื่องราวของเรา เช่นถ้าคุณเอาเฟอร์นิเจอร์ไปเสนอกับคนที่ไม่ได้มีความคิดแต่งบ้าน เขาก็คงไม่ได้สนใจ แต่ถ้าคุณเอามันไปให้กับคนที่อยู่ในช่วงกำลังจะซื้อบ้าน หรือเพิ่งซื้อบ้าน แน่นอนว่ามันมีโอกาสที่เขาจะสนใจและดูรายละเอียดมากกว่าเป็นไหนๆ

คำถามที่เจ้าของเพจควรจะหัดถามตัวเองอยู่เสมอๆ นั่นคือลูกค้าของเราคือใคร? ลองไล่ๆ ดูรายละเอียดหลายอย่างที่พอจะนึกออกเช่นอายุเท่าไร เพศอะไร สถานะแบบไหน ภูมิลำเนาอยู่ที่ไหน สนใจเรื้องอะไร กดไลค์เพจไหนบ้าง (พวกนี้สุดท้ายคุณก็จะได้เอากลับมาใช้ตอนซื้อโฆษณานั่นแหละ)

การกำหนดกลุ่มลูกค้านั้นมีหลายรูปแบบ ทั้งแบบกว้างๆ หรือจะแบบเฉพาะเจาะจงก็ได้ ซึ่งอันนี้ก็ไม่มีสูตรตายตัวว่าควรจะทำแบบไหน บางคนใช้วิธีหว่านกว้างๆ เพื่อให้มีฐานใหญ่ๆ และหวังพึ่งการสื่อสารอย่างต่อเนื่อง แต่อาจจะมีสัดส่วนการซื้อไม่สูง แต่บางคนก็หวังกลุ่มเล็กๆ แต่มีโอกาสซื้อสูง ซึ่งมันก็แล้วแต่เทคนิคของแต่ละคน

อย่าลืมว่าต่อให้มีคนตามเพจคุณเป็นแสน แต่ถ้ามีคนซื้อสินค้าคุณแค่ร้อยกว่าคน มันก็อาจจะไม่ได้ดีไปกว่าเพจที่มีคนตามหลักหมื่นแต่มีคนซื้อสินค้าเขาหลักพันหรอกนะฮะ ซึ่งเมื่อมองแบบนี้แล้ว จะเห็นได้ว่าเพจที่เขาขายดีกันมากๆ นั้นคือการที่มีฐานคนตามสูงและมีอัตราการซื้อสินค้าของกลุ่มคนตามสูงไปด้วยนั่นแหละ ซึ่งนั่นก็ย่อมหมายความว่าเขาเลือกสร้างฐานคนตามที่เป็นกลุ่มเป้าหมายจริงๆ นั่นเอง

3. การใช้โฆษณาของ Facebook สร้างฐาน Facebook Page

อย่างที่บอกไปข้อที่แล้ว ถ้าคุณกำหนดกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจนแล้ว การลงโฆษณาใน Facebook เพื่อสร้างฐานแฟน (Like Ad) ก็จะยิ่งมีประสิทธิภาพเท่านั้น ที่พูดว่ามีประสิทธิภาพก็คือการที่มันพา “คนที่ใช่” มาเป็นฐานให้กับคุณเพื่อที่คุณจะสามารถสื่อสารและนำเสนอโปรโมชั่นต่างๆ ได้ต่อไป การใช้ Facebook Ad อาจจะมองได้ว่าเป็นการลงทุนที่สามารถย่นระยะเวลาให้กับหลายๆ คนในการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่ตัวเองต้องการนั่นเอง

4. การปรับแต่งโฆษณาให้มีประสิทธิภาพ

การซื้อโฆษณาของ Facebook นั้นใครๆ ก็ซื้อได้ แต่การจะซื้อให้มีประสิทธิภาพนั้นต้องประกอบด้วยองค์ประกอบหลายอย่าง เรื่องแรกคือการกำหนดกลุ่มเป้าหมายที่ใช่ อีกเรื่องที่ควบคู่กันไปคือตัวโฆษณาหรือ Artwork ที่จะไปปรากฏตรงหน้าของกลุ่มเป้าหมายนั่นแหละ เพราะต่อให้เราเข้าถึงตัวกลุ่มเป้าหมายแล้ว แต่ Artwork ไม่ว่าจะเป็นรูปภาพหรือคำพูดที่ปรากฏขึ้นในโฆษณานั้น “ไม่ทำงาน” หรือ “ไม่เวิร์ค” มันก็คงยากจะชวนเชิญให้กลุ่มเป้าหมายหันมาสนใจเราเช่นกัน

จากข้อ 3&4 นั้นจะเห็นว่าการซื้อ Facebook Ad เป็นกลไกที่สำคัญของโปรโมต Facebook Page ออกไปยังกลุ่มเป้าหมายซึ่งระหว่างทางนั้นคนลงโฆษณาก็ควรหมั่นดูประสิทธิภาพและปรับปรุงอยู่เรื่อยๆ ด้วยเช่นกัน

5. การปรับแต่งตัวเพจให้ดูน่าเชื่อถือรวมทั้งใช้ฟีเจอร์ต่างๆ ให้เหมาะสม

ในหน้า Facebook Page นั้นมีหลายๆ ส่วนที่เราสามารถปรับแต่งได้ สามารถใช้เป็นที่แสดงข้อมูลต่างๆ ได้เวลาที่มีคนสนใจเข้ามาดูที่หน้าเพจ (ซึ่งก็เหมือนหน้าร้านของเรา) คนที่ทำเพจเก่งๆ นั้นจะรู้จักฉวยโอกาสใน “ทุกพื้นที่” ของ Facebook Page ให้เป็นประโยชน์ ไม่ว่าจะพื้นที่ด้านข่าง Cover Photo ในการให้ข้อมูลหรือสร้างประสบการณ์ดีๆ กับลูกค้า เช่นการเลือกรูปภาพที่ดูน่าเชื่อถือ ดูดี หรือการกรอกข้อมูลที่จำเป็นของร้าน ข้อมูลของสินค้าต่างๆ เพื่ออำนวยความสะดวกกับคนที่สนใจมากที่สุด

นอกจากนี้แล้ว ด้วยความสามารถใหม่ๆ ของ Facebook Page นั้นยังทำให้เราปรับแต่งอะไรได้อีกมาก รวมทั้งการเอาสินค้าบางรายการวางบน Shop Feature กันเลย

6. การทำคอนเทนต์หล่อเลี้ยง

การมี Facebook Page แล้วนิ่งๆ ไม่มีอะไรโพสต์อัพเดทก็คงเป็นเรื่องไม่เวิร์คเสียเท่าไร แต่ครั้นจะโพสต์ขายของหรือโปรโมชั่นตลอดเวลานั้น บางคนก็อาจจะเบื่อเอาได้อยู่ หลายเพจเลยต้องคิดกลวิธีว่าจะหาอะไรมาโพสต์ได้บ้างเพื่อสร้างความเคลื่อนไหวให้กับเพจอยู่เรื่อยๆ

อันที่จริงมันก็มีเทคนิคการคิดคอนเทนต์อยู่หลายๆ แบบซึ่งผมคงหยิบมาเล่าเป็นเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยต่อไปนะครับ แต่ถ้าจะแนะให้เป็นเคล็ดแล้วก็จะพอสรุปหลักแบบง่ายๆ คือ

  • ทำคอนเทนต์ที่ตอบ “ปัญหา” ของกลุ่มเป้าหมาย
  • ทำคอนเทนต์แบบคุณภาพ ไม่มักง่าย (เช่นการถ่ายรูป เลือกรูปมาใช้)
  • วิเคราะห์ให้เจอว่าลูกค้าจะสงสัยอะไร จะมีเรื่องกังวลอะไร และทำคอนเทนต์เพื่ออธิบาย / แก้ปัญหานั้น

7. การโปรโมตคอนเทนต์

อีกข้อที่ต่อเนื่องจากข้อที่แล้ว เพราะทำคอนเทนต์ดีๆ มาทั้งทีก็ต้องโปรโมตมันด้วย เพราะด้วยกลไกของ Facebook นั้นทำให้ไม่ใช่ทุกคนที่กดตามเพจจะเห็นคอนเทนต์ของเรา การ Boost Post จึงเป็นสิ่งที่ควรทำเพื่อให้โอกาสคอนเทนต์นั้นได้ทำงานนั่นเอง ซึ่งการ Boost Post ก็มีเทคนิคอีกปลีกย่อยไป

8. การโต้ตอบและพูดคุยกับลูกค้าหรือคนอ่านด้วย

ข้อดีของ Facebook Page คือการให้ลูกเพจสามารถส่งข้อความ สอบถาม แลกเปลี่ยนความเห็นกับตัวเพจได้ด้วย ฉะนั้นเจ้าของก็อย่าลืมมี Customer Service Mindset เพื่อสร้างปฏิสัมพันธ์กับคนที่เข้ามาพูดคุยอยู่เสมอ ถ้าเราดูเพจที่ประสบความสำเร็จนั้นจะเห็นว่าเจ้าของเพจหมั่นคุยและตอบคำถามกับคนที่เข้ามาสอบถามอยู่เสมอๆ ซึ่งทำให้หลายๆ คนเชื่อมั่นหรือวางใจที่จะซื้อสินค้าด้วยนั่นเอง (ลองคิดกลับว่าถ้าคุณถามเพจไปแล้วไม่มีคนตอบ คุณก็คงอาจจะลดความอยากซื้อกับร้านนี้ไปเลยนั่นแหละ)

9. รู้จักดูข้อมูล Facebook Insight ให้ (พอ) เป็น

นอกจากดูหน้าเพจแล้ว การนั่งดูข้อมูล Insight ต่างๆ ก็ถือเป็นสิ่งที่ควรทำไม่แพ้กัน เพราะมันทำให้คุณได้หมั่นตรวจสอบว่าตอนนี้ฐานคนตามบนเพจเป็นใคร มีพฤติกรรมอย่างไร การวิเคราะห์ข้อมูลของแต่ละโพสต์ว่าเวิร์คหรือไม่เวิร์ค โพสต์ไหนมีคนอ่านเยอะเป็นพิเศษ ฯลฯ ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะช่วยเป็นสิ่งประกอบการพัฒนาและแก้ไขเพจให้ดีขึ้นกว่าเดิมนั่นเอง

10. พัฒนาอย่างต่อเนื่อง

ข้อนี้อาจจะไม่ใช่เทคนิคเกี่ยวกับ Facebook แต่เป็นเหมือน Mindset ของคนที่จะประสบความสำเร็จมากกว่า พูดกันง่ายๆ คือการที่คนทำไม่ควรหยุดอยู่กับที่ แม้ว่าวันนี้อาจจะสำเร็จแล้วแต่ก็ควรจะก้าวต่อไปเรื่อยๆ หมั่นเรียนรู้และอัพเดทเทคนิคใหม่ๆ อยู่เสมอ เพราะเราก็ต้องไม่ลืมว่า Facebook ขยันอัพเดทโน่นนี่กันอยู่ตลอด และมันก็สามารถนำมาประยุกต์ใช้หรือบางทีก็อาจจะต้องยกเครื่องกลยุทธ์เดิมไปเลยก็ได้ การบอกตัวเองให้ขยันพัฒนาอย่างสม่ำเสมอจึงเป็นเรื่องสำคัญมากๆ

10 ข้อดังกล่าวอาจจะเรียกว่าเป็นพื้นฐานของกระบวนการสร้าง Facebook Page สำหรับธุรกิจต่างๆ ที่ผมมักจะหยิบไปเล่าบ่อยๆ ซึ่งจะว่าไปแล้วก็มักเป็นเนื้อหาที่เรามักจะเจอจาก How-To หรือคอร์สสอนทำ Facebook Page ต่างๆ นั่นแหละ (ก็เพราะมันเป็นพื้นฐานจริงๆ) ส่วนจะมีขั้นต่อแบบไป Advance อะไรหรือลงรายละเอียดเทคนิคอะไรนั้นก็แล้วแต่ธุรกิจและหัวข้อซึ่งไว้วันหลังผมจะลองหยิบบางหัวข้อมาขยายต่อนะครับ