แม้ว่าเราจะใช้ Social Media อยู่ทุกวันนี้ จนกลายเป็นช่องทางหลักในการรับข้อมูลหลาย ๆ อย่าง เช่นเดียวกับการติดตามความเคลื่อนไหวของเครือข่ายไม่ว่าจะเป็นเพื่อนหรือเพจต่าง ๆ ที่้เราสนใจ แต่เราก็ต้องยอมรับว่าเราเริ่มเห็นการใช้ช่องทาง Social Media ในการแสดงความคิดต่าง ๆ ที่ส่งผลกระทบต่อความรู้สึกของเราที่เป็นผู้รับข้อมูลไม่มากก็น้อย

สิ่งหนึ่งที่เราต้องรู้เท่าทันคือข้อมูลเหล่านี้เป็นภัยเงียบที่น่ากลัวทีเดียว คอนเทนต์ต่าง ๆ สามารถเร้าความรู้สึกของตัวคนเสพซึ่งยิ่งถูกกระตุ้นมากและบ่อยเท่าไร ย่อมทำให้สมองที่ไม่ต้องรับภาระการจัดการความรู้สึกขนาดนี้เริ่มมีปัญหา บางคนกลายเป็นโรคซึมเศร้าเพราะเคมีในสมองที่เกิดขึ้จากการรับพลังลบเหล่านี้เข้าไปแล้วจัดการไม่ทันมากขึ้นเรื่อย ๆ 

เรื่องนี้อาจจะอธิบายได้ว่าหากเป็นชีวิตปรกตินั้น การพูดคุยกันปรกติไม่ได้มีการ “ใส่อารมณ์” มากเนื่องจากผู้พูดกับผู้ฟังเห็นหน้ากัน มีการควบคุมอากัปกิริยาหรือปรับโทนคำพูดต่าง ๆ ให้เหมาะกับบรรยากาศการสื่อสาร เช่นเดียวกับมีเวลาให้สมองได้พักผ่อนและคลายตัวเองจากความรู้สึกลบ ๆ ที่รับมา

ซึ่งนั่นไม่เหมือนกับการเสพทางออนไลน์ที่เหมือนข้อมูลล้นทะลักมาอย่างต่อเนื่อง แถมคนจำนวนมากก็ “ใส่” มาแบบไม่ยั้งเพราะไม่ได้เห็นสภาวะของคนรับสารว่าอยู่ในภาวะแบบไหน รู้สึกอย่างไร

สิ่งเหล่านี้ล้วนนำไปสู่การสะสมของแรงกดดันจนนำไปสู่ความหดหู่ ซึมเศร้า​ โดยไม่รู้ตัว และนั่นคือที่มาของคำแนะนำว่าควรจัดการซ่อน / เลิกติดตามคนกลุ่มเหล่านี้จาก TImeline เสียหากไม่อยากเจอภาวะซึมเศร้าโดยไม่รู้ตัว

1. คนที่เอาแต่ใช้คำหยาบคายเน้นสะใจ (Rude)

ลองคิดง่าย ๆ ว่าถ้ามีคนในออฟฟิศที่วัน ๆ พูดแต่คำหยาบโลน เอะอะก็ใช้คำที่อารมณ์รุนแรงออกมาจะทำให้เรารู้สึกแบบไหน?  คำพูดเหล่านี้ล้วนเป็นคำที่แฝงอารมณ์ต่าง ๆ และกระตุ้นให้คนอ่าน / อ่านฟังรู้สึกเร้าไปด้วย ทั้งจะในแบบรู้สึกโกรธ รู้สึกสะใจ หรือไม่ก็รู้สึกแย่ รู้สึกโดนตะโกนใส่หน้า และนั่นไม่เหตุจำเป็นเลยว่าทำไมเราควรจะทนอ่าน ทนฟัง คนเหล่านี้ เช่นเดียวกับที่ในชีวิตจริงเราก็เลี่ยงเจอคนเหล่านี้เป็แน่

2. คนที่มุ่งจะโจมตี ด่าทอ ดูถูกผู้อื่น (Attack)

การต่อว่าโดยมุ่งหวังให้คนอื่นเสื่อมเสีย ให้ดูด้อยค่า เป็นคนละเรื่องกับการวิจารณ์เพื่อสร้างสรรค์ และคำด่าเหล่านี้มักแฝงด้วยความอาฆาตของผู้โจมตีที่หวังให้ผู้ถูกโจมตีได้รับผลร้ายแรง และพลังเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่ทำให้ผู้ฟังรู้สึกลบเป็นธรรมดา คงจะมีแต่คนที่เห็นด้วยกับการโจมตีเพราะคนที่โดนโจมตีนั้นเป็นคนที่ตัวเองไม่ชอบ เราถึงจะสนุกและกดไลค์ชื่นชมการโจมตีนั้น ๆ ซึ่งนั่นก็ยิ่งทำให้เราเห็นว่าการใช้ความรุนแรงทางคำพูดเพื่อด่าทอคนอื่นเป็นเรื่องปรกติ (ทั้งที่จริง ๆ แล้วไม่ใช่เลยแม้แต่น้อย) ในขณะเดียวกันถ้าเราเป็นคนที่ไม่ได้เห็นด้วยกับการโจมตีนั้น ๆ ก็จะมีแต่ทำให้เรารู้สึกแย่มากกว่าเดิม

3. คนที่กลั่นแกล้งผู้อื่น (Bully)

กรณีนี้ก็ไม่ต่างจากกรณีก่อนหน้าที่การกลั่นแกล้งผู้อื่นไม่ใช่เรื่องที่ควรจะยอมรับแม้แต่น้อย เพราะมันคือการลดค่าของอีกคนเพื่อสร้างความเย้ยหยันต่าง ๆ การแปะป้ายว่าคนนั้นเป็นพวกโน้นนี้ และก็จะมีแต่การสะใจถ้าคนที่ถูก Bully เป็นคนที่เราไม่ชอบด้วย ซึ่งในทางกลับกันหากคนที่ถูก Bully เป็นคนที่เรารู้จัก แคร์ หรือให้คุณค่าก็จะยิ่งรู้สึกแย่ โกรธ ซึ่งไม่ว่าจะเป็นแบบไหนก็ไม่ดีทั้งนั้น และนั่นทำให้คนที่ทำสิ่งเหล่านี้คือ Toxic People ที่ไม่ควรคบหาเลยตั้งแต่ต้น

4. คนที่คิดร้ายกับผู้อื่น สาปแช่ง (Curse)

ไม่มีคนดีคนไหนคิดอยากให้อีคนเดือดร้อน ฉิบหาย ตาย ฯลฯ ต่อให้มีความแตกต่างทางความคิด มีความขัดแย้งกัน แต่การหวังให้อีกฝั่งต้องประสบภัยก็ไม่ต่างจากการที่ผู้คิด ผู้พูดได้ลดค่ามนุษยธรรมในตัวเองไปเรียบร้อยแล้ว คำพูดเหล่านั้นก็จะมีแต่คนที่มีความคิดแบบเดียวกันที่ชื่นชม หากแต่คนอื่นที่มองอยู่ก็จะได้รับความเกลียดชัง ความโกรธแค้นผ่านตัวหนังสือมา ซึ่งมีแต่จะทำให้รู้สึกแย่ไป ลองคิดว่าในชีวิตจริงถ้ามีคนที่คอยเอาแต่สาปแช่งคนอื่นแล้วเราจะยังอยากคุยกับเขาหรือไม่?

5. คนที่มีแสดงทัศนคติที่มีอคติ (Bias)

เมื่อใดที่คนมีอคติ เมื่อนั้นก็คือคนเราจะมองทุกอย่างอยู่ในกรอบที่ตัวเองอยากมองและปฏิเสธมุมมองอื่น ๆ และนั่นก็จะมาสู่การโจมตีหรือพยายามแย้งกับแนวคิดอื่น ๆ ที่ไม่ตรงกับความคิดของตนโดยไม่สนเหจุผล ซึ่งนั่นมีแต่จะทำให้ทัศนคติของคนแบบนี้เข้ามาทำให้เรารู้สึกแย่เอาเสียเปล่า ๆ ไม่ว่าจะเป็นการรู้สึกเบื่อหน่ายกับตรรกะการคิด หรือเซ็งกับมุมมองบางอย่างที่ดูไม่เป็นเหตุเป็นผล

6. คนที่โต้เถียงโดยใช้อารมณ์ (Emotional)

เมื่อเราใช้อารมณ์มานำเหตุผล และเน้นแต่จะแพร่ความรู้สึกออกมามากกว่าสาระและข้อมูล นั่นก็ทำให้ผู้รับสารรับอารมณ์เป็นหลักซึ่งจะเป็นที่มาของความรู้สึกหนักอกหนักใจเอาได้ง่าย ๆ ซึ่งนั่นก็ไม่ต่างอะไรจากรณีของคนที่เอาแต่ด่าทอแทนที่จะคุยกันดี ๆ และเราก็คงไม่ควรจะสนทนาต่อเลยแม้แต่น้อย

7. คนที่พยายามเอาชนะในการโต้เถียงอยู่ตลอด (Winning Bullshit)

เมื่อมีการถกในประเด็นต่าง ๆ นั้น มักจะมีคนประเภทหนึ่งที่อยากจะเอาชนะและยกเหตุผลมาเถียงแบบข้าง ๆ คูๆ ไม่ก็ใช้หลักการแบบสุดโต่งโดยไม่พยายามจะเข้าใจหรือมองหลักการอื่น ๆ เพียงเพราะต้องการเอาชนะการถกครั้งนั้น แน่นอนว่าการถกกับคนแบบนี้มีแต่จะทำให้เหนื่อยและหงุดหงิดเพราะหลักการที่เขามาอ้างนั้นจะดูไม่สมเหตุสมผล ไม่มีน้ำหนัก หรือไม่ก็ลากออกประเด็น จบแพะชนแกะ ซึ่งก็จะมีแต่ทำให้เราเหนื่อยใจเวลารับความคิดจากคนแบบนี้

8. คนที่แชร์อะไรแบบไม่ยั้งคิด ตรวจสอบ (Careless)

ข้อนี้อาจจะดูแปลก ๆ แต่เอาจริง ๆ คนเหล่านี้มีผลในการทำให้จิตใจเราขุ่นมัวเหมือนกัน เพราะคือคนที่มักจะหยิบข่าวโน่นข่าวนี้มาพูด ไม่ตรวจสอบ แล้วก็สร้างความตื่นตระหนกให้กับคนจนเกิดความรู้สึกไม่ดีอย่างเช่นเสียขวัญ กลัว แถมปรกติพวกที่ถูกแชร์ก็มักจะเป็นข่าวปลอม Fake News ซี่งก็รู้ๆ กันอยู่แล้วว่ามีจุดประสงค์เพื่อปั่นกระแส ป่วนความรู้สึกคน เจอคอนเทนต์ที่คนเหล่านี้แชร์มาก ๆ เข้าก็มีป่วนจิตได้เหมือนกัน หรือต่อให้รู้ว่าเป็นข่าวปลอมก็จะยิ่งรู้สึกหน่ายกับคนที่แชร์อีกด้วย

9. คนที่พยายาม “อวด” จนน่าหมั่นไส้ (show off)

การโชว์ว่าทำอะไรมา กินอะไรมา ซื้ออะไรมา ก็เป็นเรื่องปรกติ แต่เชื่อว่าหลายคนจะเห็นอาการ “เกินพอดี” ของหลาย ๆ คนที่เริ่มเข้าสู่โหมด “น่าหมั่นไส้” ซึ่งคนพวกนี้ก็ดูเหมือนจะมีทั้งตั้งใจและไม่ตั้งใจ แต่อาการน่าหมั่นไส้เนี่ยแหละที่ทำให้จิตของเราขุ่นมัว ฉะนั้นถ้าเจอคนประเภทที่ทำให้รู้สึกแบบนี้บ่อย ๆ ก็เลิกติดตามไปเสียดีกว่า

10. คนที่มุ่งแต่จะ​ “จับผิด”​ โดยไม่คิดจะ “จับถูก” (Carping)

คนเรามีด้านดีและไม่ดี เหตุการณ์ต่าง ๆ ก็เช่นกัน มันคงยากที่จะมองอย่างเป็นกลางตลอดเวลาแต่เราก็สามารถเลือกมองในหลายวิธีได้ อย่างไรก็ตาม ถ้าคนประเภทที่มองแต่เรื่องไม่ดีแล้วเอามาพูด มาวิจารณ์ตลอดโดยไม่พยายามเหลือบไปมองเห็นด้านดี ข้อดี ซึ่งจะด้วยอคติหรืออะไรก็ตาม นั่นก็คงไม่ใช่คนที่เราควรจะคุยด้วยเท่าไรเพราะมันก็มีแต่ยัดมุมมองด้านลบและจับผิดนั้นให้เราจนเราเคยชินกับการมองแบบจับผิดนั้นไปให้หงุดหงิดใจนั่นเอง

ที่เล่ามานั้น ไม่ใช่ว่าคนจะประเสริฐจนไม่มีอะไรแบบนี้เลยนะฮะ เพราะเอาจริง ๆ คนเราก็คงเผลอทำ เผลอพิมพ์ เผลอแชร์ อาจจะด้วยอารมณ์ชั่ววูบอะไรก็แล้วแต่ ซึ่งถ้าเกิดขึ้นครั้งสองครั้งก็พอเข้าใจ แต่ถ้าเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนกลายเป็นเรื่องปรกติของคน ๆ นั้นแล้ว มันก็คงเข้าข่ายของ “ผิดปรกติ” ที่เราควรจะเลี่ยงและอยู่ห่าง ๆ ไว้นั่นแหละครับ

หมายเหตุ:

นี่คือความเห็นส่วนตัวของผม จากประสบการณ์ของผมที่ตอนนี้ผมเป็นโรคซึมเศร้า และกำลังรักษาตัวอยู่ซึ่งผมรู้ดีว่าผมเป็นภาวะซึมเศร้านี้จากการรับบรรดา Toxic Content / Conversation ต่าง ๆ จาก Social Media ไม่ว่าจะเป็นแชท Feed Timeline ที่ประดังเข้ามาผ่านทางเพจ คนรู้จัก เพื่อน หรือแม้แต่เพื่อนสนิท รวมถึงการโดน Cyberbully ต่าง ๆ ซึ่งหลายคนอาจจะบอกว่าให้อดทน หรือไม่ก็มองข้ามผ่าน ๆ ไป แต่สำหรับบางคนแล้ว วิธีแบบนั้นอาจจะทำให้เกิดการสะสมของความซึมเศร้าโดยไม่รู้ตัว

คำแนะนำของผมคือ “อย่าทน” และ “ไม่จำเป็นต้องทน” เพราะ Feed ใน Social นั้นคือสิ่งที่เข้ามาปะทะกับเรา และเราควรเลือกคัดสรรสิ่งเหล่านั้น อย่าได้แคร์หรือสนใจว่าเพราะเป็นเพื่อนสนิท เป็นคนรู้จักอะไร เพราะในชีวิตข้างนอกจอเรายังเป็นเพื่อนกันได้ คุยกันได้ ซึ่งนั่นจะดีกว่าการรับอารมณ์และพลังลบจากจอที่มีแต่จะเสียความรู้สึกกันเปล่า ๆ 

ผมหวังว่านี่จะเป็นคำแนะนำให้กับหลาย ๆ คนที่เจอภาวะนี้อยู่ได้ป้องกัน และไม่เจอเหตุการณ์อย่างที่ผมเจอนะครับ

ณัฐพัชญ์ วงษ์เหรียญทอง