การเปิด Facebook Page ไม่ใช่เรื่องยากอะไร เพราะแค่คุณคลิ้กไม่กี่คลิ้ก คุณก็สามารถมี Facebook Page ของตัวเองได้แล้ว เราจึงเห็นเพจมากมายเกิดขึ้นแทบทุกวันเพื่อจับกลุ่มเป้าหมายที่แตกต่างกันไป แต่การทำให้เพจให้ประสบความสำเร็จโดยเฉพาะกับเพจของแบรนด์สินค้าซึ่งมีข้อจำกัดด้านภาพลักษณ์ของบริษัทเข้ามาด้วยแล้วนั้นก็ไม่ใช่เรื่องง่ายสักเท่าไร

ล่าสุดเว็บไซต์ของ SociallyStacked ได้ทำ Infographic สรุป Checklist ที่จำเป็นสำหรับการปรับปรุงให้เพจมีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งผมจะขอยกเอามาอธิบายเพิ่มเติมจากประสบการณ์ของผมด้วยแล้วกัน

1. About Section

ในช่อง About ซึ่งเป็นพื้นที่แรกๆ ที่คนเห็นเมื่อเข้าไปในหน้าเพจของคุณ คุณได้ใืช้พื้นที่นั้นเพื่อให้ข้อมูลอะไร ข้อมูลนั้นสามารถทำให้กลุ่มเป้าหมายเข้าใจและอยากติดตามเพจของคุณหรือไม่ และถ้าแบรนด์มีเว็บไซต์หลักแล้ว คุณได้ใช้พื้นที่แนะนำให้คนเข้าไปยังเว็บไซต์ของคุณหรือไม่

2. Additional About Section

นอกจากส่วนของ About ที่อยู่ในหน้าแรกของเพจแล้ว ยังมีพื้นที่รายละเอียดเพิ่มเติ่มที่คลิ้กเข้าไปดูต่อได้ หลายๆ เพจไม่ได้ใช้พื้นที่นี้ให้เป็นประโยชน์เท่าไรนักทั้งที่จริงๆ สามารถระบุรายละเอียดสำคัญๆ ได้มากกมาย ไม่ว่าจะเป็นประวัติของแบรนด์ สินค้า บริการ เว็บไซต์และ Social Media อื่น วันเวลาเปิดบิด ฯลฯ

3. Cover Photo

Cover Photo เปรียบเสมือน Banner ขนาดใหญ่ของเพจที่เตะตาคนมากที่สุดเมื่อเข้ามาในหน้าเพจก็ว่าได้ การดีไซน์ Cover Photo จึงสำคัญมากเนื่องจากเป็นเครื่องมืออย่างดีในการดึงความสนใจหรือพูดถึงสิ่งที่เพจกำลังให้ความสำคัญ เราจึงมักเจอหลายๆ เพจใช้ Cover Photo พูดถึงแคมเปญและกิจกรรมที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ นอกจากนี้แล้ว เราต้องไม่ลืมว่าทุกครั้งที่มีการเปลี่ยน Cover Photo นั้นก็จะมีการขึ้นใน newsfeed ของบรรดาแฟนอีกด้วย

4 Cover Photo Description

Cover Photo ก็ไม่ต่างจากภาพๆ หนึ่งของเพจ อย่าลืมที่จะให้รายละเอียดของภาพเผื่อมีคนที่สนใจกดเข้าไปดูภาพ เขาจะได้เจอข้อความที่คุณต้องการบอกกับเขาได้ทันที

5. Profile Photo

แน่นอนว่าภาพตัวแทนเพจนั้นสำคัญมาก เนื่องจากมันจะไปปรากฏอยู่บน newsfeed และต้องแข่งกับบรรดาผู้ใช้งานและเพจอื่นๆ ถ้า Profile Photo ไม่สามารถทำให้คนจดจำได้ว่าคือเพจไหนแล้ว นั่นก็จะกลายเป็นจุดอ่อนที่ไม่น่าให้อภัยเลยทีเดียว

6. App Thumbnail

ในหน้าเพจนั้น เราสามารถกดหนด App Thumbnail ที่อยู่ด้านล่าง Cover Photo ได้ การออกแบบ Thumbnail ที่ดูดี ล้อไปกับ Theme ของ Cover Photo ก็ช่วยทำให้เพจของคุณดูมีดีไซน์และเก็บรายละเอียดได้ดีมากกว่าจะเป็นเพจทั่วๆ ไป

7. Talking About This

ตัวเลข TAT เริ่มเป็นที่พูดถึงมากในช่วงปีที่ผ่านมาเนื่องจากนักการตลาดชี้ว่าคือตัวเลขที่บ่งบอกค่า “ปฏิสัมพันธ์” ระหว่างแฟนๆ กับตัวเพจเอง ซึ่งเรามักจะนำตัวเลขดังกล่าวหารด้วยจำนวนแฟนเพื่อหา % ของ TAT ต่อจำนวนแฟน ส่วนจำนวน % ที่เหมาะสมนั้นก็มีการอ้างอิงหลายสำนักขึ้นอยู่กับการใช้ทฤษฏีไหนมาประกอบ อย่างไรก็ตามตัวเลข TAT อาจจะถูกปั่นขึ้นมาได้ด้วยหลายปัจจัย เช่น Application การปั้มด้วยกิจกรรมกดไลค์กดแชร์ ฯลฯ ซึ่งนักการตลาดต้องวิเคราะห์ตัวเลขนี้ให้ออกด้วย

8. Content Strategy

การทำเพจนั้นไม่ใช่เรื่องยาก แต่การคิดว่าเพจจะนำเสนอคอนเทนต์อย่างไรนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย การสื่อสารที่ดีและมีประสิทธิภาพจำเป็นต้องมีการวางแผนอย่างรอบคอบเพื่อตอบจุดประสงค์ที่วางเอาไว้ ถ้าคอนเทนต์ที่มาโพสต์บนเพจไร้ทิศทางที่ชัดเจน เพจก็อาจจะขาดคาแรคเตอร์ที่เป็นเอกลักษณ์ หรือไม่ก็อาจจะไม่สามารถสร้างประโยชน์จริงๆ ให้กับแบรนด์ได้ หลายๆ เพจประสบปัญหาคือการไม่มี Content Strategy ที่ละเอียด ครอบคลุม และแข็งแรงเพื่อตอบโจทย์ทางการตลาดได้

9. Exclusive Content

แน่นอนว่าทุกวันนี้หลายๆ เพจใช้วิธีรวบรวมคอนเทนต์จากการค้นหาในอินเตอร์เนต หรือแชร์ต่อมาจากแหล่งอื่นๆ แต่เพจของแบรนด์ที่ประสบความสำเร็จมักจะมีคอนเทนต์ที่มีเฉพาะในเพจของตัวเอง ทั้งนี้เพื่อสร้างความแตกต่างจากเพจอื่นๆ นอกจากนี้แล้ว Exclusive Content ยังรวมไปถึงการให้สิทธิพิเศษอื่นๆ กับคนที่เป็นแฟน ไม่ว่าจะเป็นคูปอง หรือลิงค์ดาว์นโหลดเอกสารต่างๆ ที่เป็นประโยชน์กับกลุ่มเป้าหมายอีกด้วย

10. Branding

การทำเพจนั้น จุดประสงค์หลักๆ คือการสร้าง Awareness ให้กับกลุ่มเป้าหมาย แต่ Awareness นั้นก็ควรอยู่ภายใต้กรอบของแบรนด์ ไม่ใช่เป็น Awarness ที่เสียเปล่าหรือนำไปสู่การเข้าใจภาพของแบรนด์ที่ผิดเพี้ยนไป นักการตลาดต้องวิเคราะห์ให้ดีว่าตัวเพจและคอนเทนต์ที่นำเสนอไปนั้นสะท้อน Branding ได้ถูกต้องหรือไม่

11. Comment

เมื่อมีคนเข้ามาติดตาม ย่อมมีหลายคนเข้ามาคอมเมนต์หรือพูดคุยกับแบรนด์ การโต้ตอบกับพวกเขาบ้างก็ช่วยสร้างปฏิสัมพันธ์และเพิ่มความสัมพันธ์กับบรรดาแฟนๆ ให้มากขึ้นด้วย

12. Industry Opportunity

ประเด็นนี้เชื่อมโยงกับ Content Strategy อยู่มากพอสมควร เพราะการทำเพจคือโอกาสที่แบรนด์จะเป็นเจ้าของสื่อด้วยตัวเอง ซึ่งนั่นทำให้แบรนด์มีโอกาสที่จะสื่อสารหรือช่วงชิงในการนำเสนอสิ่งที่สร้างโอกาสทางธุรกิจได้ด้วยเช่นกัน หลายแบรนด์ให้ช่องทางนี้สร้างความแตกต่าง และช่วงชิงความเป็นผู้นำจากคู่แข่งได้