ในการทำงานอะไรก็แล้วแต่นั้น การสื่อสารและต้องทำงานร่วมกับผู้อื่นคงจะเป็นสิ่งที่ต้องเกิดขึ้นอยู่เสมอๆ ซึ่งแน่นอนว่าการในแต่ละวันนั้นคุณจะต้องพูดคุย แลกเปลี่ยน โน้มน้าว เจรจากับคนอื่นอยู่เสมอๆ

พอพูดถึงเรื่องนี้ ผมเลยนึกถึงสิ่งที่ผมมักจะสอนน้องๆ ของผมอยู่บ่อยๆ ว่าพวกเขาต้องหัดพูด 2 คำให้เป็นนิสัยให้ได้ และถ้าทำได้แล้วล่ะก็ มันจะเป็นผลดีกับพวกเขามากๆ ซึ่ง 2 คำที่ว่านั้นคือ

“ขอโทษ” และ “ขอบคุณ”

มันอาจจะเป็นสองคำง่ายๆ ที่ผมเชื่อว่าหลายๆ คนคงจะคิดว่ามันเป็นเรื่องโคตรจะธรรมดา หรือไม่เห็นว่ามันจะสำคัญอะไรแต่เอาจริงๆ ผมว่ามันคือหัวใจที่ทำให้หลายๆ คนประสบความสำเร็จในการทำงานกับคนอื่นเลยก็ว่าได้

คำว่า “ขอโทษ” แม้ว่าจะอาจจะทำให้คุณดูเป็นคนผิด ดูแย่ หรือดูในแง่ลบ แต่เอาจริงๆ แล้วการพูดว่าขอโทษอย่างจริงใจและรู้สึกกับมันเวลาที่คุณทำอะไรผิดพลาดก็เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ลดทิฐิของทั้งตัวคนเองและคนรอบๆ ข้างที่ต้องทำงานร่วมกับคุณ

ลองคิดดูถึงสถานการณ์ประเภทที่มีอะไรไม่เป็นไปตามแผน แล้วทุกคนเอาแต่บอกว่าตัวเองไม่ผิด เรื่องนี้คนผิดไม่ใช่ฉัน แล้วก็มองหน้ากัน หรือรู้ตัวคนผิดแล้วเจ้าตัวยังขึงขังมองว่าตัวเองไม่ผิดอยู่วันยังค่ำ พอเป็นแบบนี้แล้วบรรยากาศการพูดคุยคงลำบากน่าดู แถมจะทำให้การพูดคุยต่อไปเต็มไปด้วยมุมมองที่คงจะไม่ดีสักเท่าไร

นอกจากนี้แล้ว การขอโทษในบางครั้งก็เป็นการประนีประนอมและทำให้งานเดินต่อไปได้ ผมเองก็ประสบหลายๆ สถานการณ์อยู่เหมือนกันที่แม้ตัวเองอาจจะไม่ได้จำเป็นต้องเป็นผู้รับผิดชอบอะไรกับสิ่งที่เกิดขึ้น แต่ผมก็เลือกเป็นผู้ที่ขอโทษและแสดงความรับผิดชอบจนหลายๆ คนก็มาถามผมทีหลังว่าทำไมทำเช่นนั้น ทำไมต้อง “ยอม” ด้วย ซึ่งผมก็ให้คำตอบไปว่าถ้าเราไม่ยอมเขาในวินาทีนั้นแล้ว การพูดคุยที่เหลือก็คงเกิดขึ้นไม่ได้ หรือบางทีอาจจะเกิดการขัดแย้งที่หนักกว่าเดิมก็ได้

ฟังๆ ดูจะเห็นว่ามันก็คงไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร แต่ในสถานการณ์จริงนั้น เรามักจะเห็นว่าการขอโทษนี่แหละที่มักไม่ได้เกิดขึ้นกันง่ายๆ แถมก็จะเจอหลายๆ สถานการณ์ที่คนมักบ่นว่า “ทำไมเรื่องแบบนี้ไม่คิดจะขอโทษสักคำ” นั่นแหละ

หลายคนอาจจะมองว่าการขอโทษเป็นการทำให้ตัวเองดูอ่อนแอ ดูไม่มีพลัง แต่จริงๆ แล้วถ้าเราฉลาดที่ขอโทษหรือรู้จังหวะที่ขอโทษแล้ว มันคือศิลปะอย่างดีในการสร้างความสัมพันธ์กับผู้อื่น การขอโทษในบางเรื่องก็เป็นการแสดงความนอบน้อมและทำให้คนอื่นเห็นว่าคุณเองก็ให้เกียรติและเคารพเขาด้วย ไม่ใช่มองว่าตัวเองเหนือกว่าไปเสียทุกเรื่องไป

ในขณะเดียวกัน การ “ขอบคุณ” ก็เป็นอีกสิ่งที่แสดงความมีน้ำใจและแสดงให้คนอื่นๆ เห็นว่าคุณ “มองเห็น” พวกเขาอยู่ เรื่องนี้ทำให้ผมนึกถึงคำที่อาจารย์ผมสอนเสมอๆ เวลาทำงานละครเวที คือเราจะให้เกียรติกับทุกคนที่ทำงานกับเราไม่เว้นแม้แต่นักการหรือเจ้าหน้าที่ทำความสะอาดโรงละครซึ่งคนทำงานจะยิ้มให้และกล่าวขอบคุณในทุกๆ วันได้เจอหน้ากัน

และคำว่า “ขอบคุณ” นี่เองทำให้คุณฟังเองเกิดรอยยิ้มและรู้สึกว่าสิ่งที่ตัวเองได้ทำไปนั้นมีคุณค่า ซึ่งจะกลายเป็นแรงใจให้เขาอยากทำงานดีๆ ต่อ เช่นเดียวกับที่ตัวคนพูดเองก็ได้หยุดตระหนักคิดถึงสิ่งที่คนอื่นทำให้กับตัวเองเช่นกัน

พอเป็นอย่างนี้แล้ว ทุกครั้งที่เราพูดว่า “ขอบคุณ” (อย่างจริงใจ) มันจึงมักทำให้ทั้งคนพูดและคนฟังเกิดรอยยิ้มและรู้สึกดีต่อกันอยู่เสมอๆ และนั่นก็กลายเป็นหัวใจสำคัญที่พลักดันการทำงานร่วมกันในที่ทำงานนั่นแหละ

2 คำดังกล่าวนี้อาจจะไม่มีอะไรมาก แต่ถ้าเราลองพูดกันให้บ่อย ให้เป็นธรรมชาติแล้วล่ะก็ ผมเชื่อว่ามันจะทำให้การทำงานในออฟฟิศมีบรรยากาศที่ดีขึ้นอีกเยอะเลยทีเดียวนะครับ :)