หลายๆ คนมักมาผมว่าการทำคอนเทนต์มีกี่แบบ ทำแบบไหนดีไม่ดี เอาจริงๆ มันก็คงจะบอกยากว่า Content Marketing นั้นมีกี่แบบเพราะมันก็สามารถสร้างสรรค์ออกมาได้มากมาย ตัวผมเองก็ยังมีวิธีในการแบ่งประเภทของ Content Marketing อยู่หลายแบบ อยู่ที่ว่าจะใช้แบบไหนอธิบายเพื่อวัตถุประสงค์อะไร

แต่ถ้าจะให้แบบที่คนทั่วๆ ไปควรจะรู้และจำแนกกันง่ายๆ นั้น เราก็อาจจะพอแบ่งกันได้ 3 ประเภทตามด้านล่างนี้ซึ่งผมก็ได้แนวคิดมากจาหนังสือ Content – The Atomic Particle of Marketing ของ Rebecca Lieb

1. คอนเทนต์เพื่อเน้นความบันเทิง

คอนเทนต์กลุ่มนี้ชัดเจนว่าเน้นในการสร้าง Emotional Content เป็นหลัก ถ้าจะนึกภาพกันง่ายๆ คือคอนเทนต์ประเภทพวก Video Content ที่หลายๆ คนบอกว่ามันคือ Viral Video นั่นแหละ แน่นอนว่าคอนเทนต์เหล่านี้มักมีเหตุผลในการเสพคือเน้นเรื่องความบันเทิงอารมณ์ของผู้เสพเอง เช่นคอนเทนต์นี้สนุก เศร้า ซึ้ง ฯลฯ

แน่นอนว่าการเล่นกับอารมณ์และความรู้สึกของคนเสพคอนเทนต์มักจะได้ผลอยู่เสมอ แต่ถึงกระนั้นก็ยังเป็นโจทย์ของแบรนด์ที่ทำคอนเทนต์ประเภทนี้ว่าจะสามารถผูกตัวเองเข้ากับ “อารมณ์” ที่เกิดขึ้นได้อย่างไร และที่สำคัญคือการลากความรู้สึกนั้นให้กลับมาที่แบรนด์ได้หรือไม่ แน่นอนว่าแบรนด์ที่ประสบในการทำคอนเทนต์ประเภทนี้มักจะมีแบรนด์ที่แข็งแรงและจดจำได้อย่างเช่นกรณีของ Coke Redbull ไทยประกันชีวิต นั่นแหละครับ

2. คอนเทนต์เพื่อให้ข้อมูลต่างๆ

เมื่อไม่ได้เล่นกับเรื่องของอารมณ์คนดูแล้ว คอนเทนต์อีกจำนวนมากก็ถูกสร้างเพื่อให้ข้อมูลหรือเน้น “ขาย” กับกลุ่มเป้าหมาย ไม่ว่าจะเป็นการสร้างคอนเทนต์เพื่อทำให้เห็นว่าสินค้าตัวเองดีอย่างไร แก้ปัญหาอะไรกับผู้บริโภคได้ ทำไมสินค้านั้นถึงจำเป็นสำหรับกลุ่มเป้าหมาย

ทั้งนี้ ข้อมูลต่างๆ ที่แบรนด์จะสื่อสารไปในคอนเทนต์ประเภทนี้มีอยู่หลายรูปแบบและหลายประเภทย่อย ตั้งแต่แบบโฆษณาขายตรงๆ การนำเสนอข้อมูลประกอบ ฯลฯ ซึ่งถ้าเรามองดูกันใน Timeline นั้นก็จะมีคอนเทนต์ลักษณะนี้อยู่เยอะพอสมควร และน่าจะเป็นคอนเทนต์พื้นฐานที่แบรนด์ต่างๆ สามารถทำออกมาได้เร็วและง่ายกว่าคอนเทนต์ประเภทแรกซึ่งต้องอาศัยความครีเอทีฟมากระดับหนึ่ง

3. คอนเทนต์เพื่อเป็นประโยชน์กับกลุ่มเป้าหมาย

คอนเทนต์กลุ่มนี้คือการที่แบรนด์สร้างคอนเทนต์เพื่อแก้ปัญหาต่างๆ ให้กับกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งอาจจะอยู่ในรูปแบบของบทความ วีดีโอ แอพพลิเคชั่น ฯลฯ โดยการออกแบบคอนเทนต์ประเภทนี้จะอิงอยู่บนปัญหาและความต้องการของกลุ่มเป้าหมายและแบรนด์ทำหน้าที่ในการทำคอนเทนต์เพื่อช่วยเหลือและแก้ปัญหานั้นๆ ซึ่งเรามักพบว่าคอนเทนต์ประเภทนี้มักจะได้รับความนิยมจากคนอ่านและถูกแชร์อยู่เสมอก็เพราะมันมี “ประโยชน์” นั่นแหละครับ

ผมคงไม่อาจจะฟันธงว่าการทำคอนเทนต์ประเภทไหนเวิร์คหรือดีกว่ากันเพราะแต่ละประเภทก็มีโจทย์ที่แตกต่างกันเช่นเดียวกับกลุ่มเป้าหมายที่อ่านก็เป็นคนล่ะกลุ่มกัน มันคงเป็นหน้าที่ของนักการตลาดที่จะต้องถามว่าธุรกิจของตัวเองควรจะทำอะไรเพื่อตอบปัญหาธุรกิจของตัวเองนั่นแหละครับ