การคิดสร้างสรรค์ (Creative Thinking) เป็นสิ่งที่เรามักจะยกเป็นเรื่องสำคัญอันดับต้นๆ เนื่องจากการแข่งขันที่สูงขึ้น รุนแรงมากขึ้น ผู้บริหารก็มักจะกระตุ้นให้คนทำงานคิดอะไรใหม่ๆ และออกจากรูปแบบเดิมๆ เพื่อสร้างสรรค์โอกาสเพิ่มขึ้น

อย่างไรก็ตาม มันก็ใช่ว่าจะเป็นเรื่องง่ายในหลาย ๆ องค์กร เพราะส่วนใหญ่เราก็มักจะเจอปัญหาว่ากระบวนการคิดหรือชุดความคิดที่มีอยู่การทำงานนั้นเป็นตัวกั้นไม่ให้ทำเรื่องนี้ได้ดีนัก

ในหนังสือ Unlocking Creativity นั้น มีการพูดถึง Mindset ในการทำงานซึ่งมักจะกลายเป็นอุปสรรคของการคิดแบบสร้างสรรค์ ซึ่งก็น่าจะทำความเข้าใจและระวังตัวว่าจะเผลอใช้โดยไม่รู้ตัว

Benchmarking Mindset

Mindset นี้คือการเทียบกับคนอื่น ดูว่าคนอื่นเป็นอย่างไร แล้วเราพยายามทำให้ใกล้เคียงกับเขา ต่างจากเขาน้อยที่สุด ทั้งนี้เพื่อให้ธุรกิจอยู่ในระดับมาตรฐานของตลาด และนั่นทำให้ไอเดียต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นนั้นมักจะพยายามไปสู่สิ่งที่คล้าย ๆ หรือเทียบเคียงได้กับคนอื่น ๆ รวมทั้งธุรกิจเองก็อยากจะให้ตัวเองทำในสิ่งที่คนอื่นทำได้เหมือนกัน

แน่นอนว่าการคิดแบบ Benchmarking Mindset นั้นทำให้เราคิดไม่ได้ไกลจากกรอบที่มี ซึ่งก็คือ “คู่แข่ง” หรือ “คนรอบข้าง” มากนัก เพราะจะเป็นการมองดูว่าคนอื่นทำอะไร มีอะไรที่เราไม่มี แล้วเราก็จะพยายามทำให้คล้าย ๆ อย่างนั้นนั่นเอง

Prediction Mindset

ในโลกธุรกิจนั้น สิ่งที่เรามักจะเจอคือการพยายามคาดเดาและประมาณการผลลัพธ์เพื่อจะนำไปตัดสินใจว่าควรทำหรือไม่ควร และยิ่งเป็นธุรกิจที่ต้องการความก้าวหน้าด้วยแล้ว ไอเดียต่าง ๆ ที่จะผ่านพิจารณาก็ต้องเป็นไอเดียที่สร้างผลลัพธ์ได้ดี เกิด Impact กับธุรกิจ ส่วนไอเดียที่ดูมีแนวโน้มจะไม่เวิร์ค สร้าง Impact ไม่ได้ หรือไม่สามารถตอบได้อย่างมั่นใจว่าจะเกิดผลลัพธ์ที่ดีนั้น ก็มักจะถูกตีตกไป

แต่ในความเป็นจริงแล้ว การทำงานและคิดไอเดียแบบสร้างสรรค์ก็ไม่สามารถจะการันตีหรือทำนายล่วงหน้าได้ว่าจะเวิร์คหรือไม่ เวิร์คขนาดไหน หลาย ๆ อย่างที่ทำอาจจะเป็นเรื่องของความเชื่อหรือการทดลองอะไรใหม่ ๆ ซึ่งจำเป็นเพื่อค้นหาโอกาสที่ต่างไปจากเดิม

Focus Mindset

ข้อนี้อาจจะแปลกหน่อยเพราะเรามักถูกสอนให้โฟกัสกับเรื่องต่าง ๆ มุ่งมั่นและทำอะไรเพียงไม่กี่อย่าง อย่าวอกแวกหรือโดนอะไรอย่างอื่นมาแทรก (และนั่นเป็นที่มาของการพยายามเอาคนไปอยู่ในห้องประชุมแล้วพยายาม Brainstorm กันแบบข้ามวันข้ามคืน)

แต่ในอีกมุมหนึ่งนั้น เราลองคิดกลับกันดูว่าการพยายามคิด พยายามหาไอเดียอย่างหนักเป็นช่วงระยะเวลาหนึ่ง เราก็มักพบว่าตัวเองอยู่ในภาวะเหนื่อยล้า เครียด แล้วก็ไม่ได้คิดอะไรสร้างสรรค์ออกมาอย่างที่ตั้งใจไว้

เรื่องนี้อาจจะบอกเราว่าการคิดนั้นไม่ได้จำเป็นจะต้องโฟกัสและอัดเต็มสูบกับมันตลอดเวลาเสมอไป หากแต่เราสามารถพักและให้สมองเราได้วิ่งเล่น ได้ลองไปทำโน่นทำนี่ดูเพื่อให้ไอเดียเปิดกว้าง ได้พักผ่อน ไม่ตึงจนเกินไป ซึ่งหลาย ๆ ครั้งก็ทำให้เราต่อยอดและพัฒนาไอเดียต่อในช่วงเวลาที่เรารู้สึกผ่อนคลายมากขึ้นนั่นเอง

บรรดา Mindset ต่างๆ ที่เล่ามานั้น จะบอกว่ามีโทษและควรเลี่ยงก็คงจะไม่ถูกนัก เพราะในหลาย ๆ สถานการณ์มันก็เป็นสิ่งจำเป็น และต้องใชัชุดความคิดดังกล่าวเข้ามาบริหารจัดการ แต่ในช่วงเวลาที่เราต้องการความคิดสร้างสรรค์แล้ว เราก็ต้องรู้จักสลับและใช้ Mindset เหล่านี้ให้ถูกที่ถูกเวลาด้วย เพื่อให้เราสามารถสร้างสรรค์ได้อย่างที่ตั้งเป้าไว้นั่นเอง