เมื่อวันก่อนที่มีการประกาศผล Thailand Blog Award 2013 ซึ่งผมก็ได้ส่ง nuttaputch.com เข้าประกวดกับเขาเหมือนกัน แถมได้เข้ารอบ 10 บล็อกสุดท้ายในสาย Business Blog แต่ก็น่าเสียดายว่าไม่ได้ติดโผได้รับรางวัลใหญ่กับเขา (แต่ก็เป็นตามคาดเพราะคู่แข่งในสายเดียวกันถือว่าหินมากทีเดียวเชียว) อย่างไรก็ตาม หลังจากประกาศผลเสร็จ ผมก็ได้ลองมาทบทวนเรื่องราวต่างๆ ที่ผมได้จากการเขียนบล็อกมาหลายปีที่ผ่านมา จนทำให้ผมอดคิดเสียไม่ได้ว่าทุกวันนี้ผมเขียนบล็อกมาเท่าไรแล้ว

หลายๆ คนอาจจะทราบแล้ว แต่บางคนก็อาจจะไม่ทราบว่านอกจาก nuttaputch.com แล้วนั้น ผมยังมีบล็อกอีกหลายแห่งซึ่งมีเนื้อหาแตกต่างกัน และก็ถือเป็นโอกาสดีที่ผมได้กลับไปดูว่าแต่ละบล็อกนั้นมีปริมาณเท่าไรกันบ้าง

  1. nuttaputch.com – 388 บล็อก (ไม่นับบล็อกนี้)
  2. barkandbite.net – 316 บล็อก
  3. khondonhang.com – 164 บล็อก
  4. clipnheeded.com – 317 บล็อก
  5. rebook.in.th – 16 บล็อก
  6. digilife.in.th – เพิ่งเริ่มทำ (ก่อนหน้านี้มี digilife.tv ซึ่งก็เขียนไปประมาณร่วมๆ 50 บล็อกได้)
  7. บล็อกจากเว็บเดิมที่เคยเขียน – mkttwit.com / appreview.in.th : ประมาณร่วม 300 บล็อก

จากทั้งหมดแล้ว ผมนับๆ ดูก็ประมาณได้ว่าผมได้เขียนบล็อกไปมากกว่า 1,500 บล็อกในช่วงระยะเวลา 4-5 ปีที่ผ่านมา บางบล็อกสั้น บางบล็อกยาว บางบล็อกเป็นการรวบรวมคอนเทนต์จากแหล่งต่างๆ มา ฯลฯ ซึ่งมานั่งคิดดูแล้วก็ถือว่าเป็นเรื่องออกจะมหัศจรรย์อยู่ไม่น้อย และการเดินทางตลอด 1,500 บล็อกนั้นก็ให้อะไรหลายๆ อย่างกับผมเช่นเดียวกัน

1. เชื่อและทำในสิ่งที่รัก

การเขียนบล็อก 1 บล็อกไม่ใช่เรื่องยาก แต่การเขียนต่อเนื่องกันให้เข้าสู่บล็อกที่ 10 บล็อกที่ 100 บล็อกที่ 200 ต่างหากที่เริ่มจะกลายเป็นเรื่องยากสำหรับคนจำนวนมากซึ่งมักจะยอมแพ้ยกธงตั้งแต่เข้าหลักสิบได้สักพัก สิ่งสำคัญอย่างหนึ่งที่ทำให้ผมเขียนบล็อกได้ต่อเนื่องมาตลอดคือการที่ผมรักในสิ่งที่ทำโดยไม่รู้สึกเบื่อหน่าย ทุกวันนี้ การเขียนบล็อกเป็นเหมือนเรื่องในชีวิตประจำวันที่ผมจะต้องหาเวลาสัก 15-20 นาทีมาเขียนอย่างน้อยเสียบล็อกหนึ่งหรืออาจจะมากกว่านั้นสำหรับโอกาสอื่นๆ เช่นรีวิวหนัง รีวิวละครเวที

การรู้ว่าเรารักอะไร เชื่อในสิ่งที่เราทำว่ามันเป็นสิ่งที่ดี และลงมือทำจะทำให้เราสร้างสรรค์อะไรที่เหนือความคาดหมายเราได้ แม้แรกๆ จะดูเป็นเรื่องหนักหนา น่าเบื่อ แต่พอถึงจุดๆ หนึ่งแล้ว มันก็จะกลายเป็นเหมือนเรื่องสนุกและอยู่กับมันได้อย่างเพลิดเพลิน

การเขียนบล็อกจะให้สนุก ก็ต้องเริ่มสนุกกับสิ่งที่เราจะเขียน ผมสนุกกับ Digital Marketing สนุกกับเรื่องเทคโนโลยี ในขณะเดียวกับที่ผมหลงรักศิลปะ หนัง ละครเวที หนังสือ ซึ่งนั่นทำให้ผมทำเว็บบล็อกต่างๆ โดยไม่รู้สึกเสียดายเวลา ไม่เสียดายเงินที่ลงทุนลงไปแม้แต่น้อย เพราะผมคิดว่ามันทำให้ผมได้สนุกกับสิ่งที่ผมรัก โดยถ้ามองเป็นเด็กๆ แล้ว เว็บบล็อกเหล่านี้ก็เหมือนกับของเล่นของผมที่ผมสนุกกับการหยิบมาเล่นในทุกๆ วันนั่นแหละ

2. อย่าตั้งธงว่าจะหาเงินแล้วเอามาบดบังสิ่งที่เราตั้งใจทำ

หลายคนชอบบอกว่าให้เราหากินกับสิ่งที่เรารัก แล้วเราจะสนุก ผมเชื่อว่านั่นเป็นความคิดที่ถูกต้อง แต่บางคนก็ตีความไปว่าการทำบล็อกน่าจะเป็นหนทางหากินรูปแบบใหม่ เช่นการรับจ้างเขียนเชียร์สินค้า รับจ้างทำ Promote Content ฯลฯ ผ่านบล็อกของตัวเอง ซึ่งเอาจริงๆ ผมเองก็เคยทำอย่างนั้นบ้างในอดีตเหมือนกันครับ

แต่ถึงจุดหนึี่ง ผมก็มาตั้งคำถามว่านั่นคือสิ่งที่ถูกกับการ “หากินกับสิ่งที่เรารัก” จริงๆ หรือ? และเมื่อผมหยุดตั้งคำถามนั้น ทุกวันนี้ผมเลยไม่มีการรับงานเขียนบล็อกโปรโมตอะไรมาพักใหญ่ๆ แล้ว โดยผมให้เหตุผลว่าบล็อกเหล่านี้คือพื้นที่ของผมซึ่งไม่ควรเอามาสร้างรายได้โดยการขายตัวตนของผม

ฟังดูเหมือนผมตัดโอกาสตัวเองในยุคที่ตลาดบล็อกเกอร์กำลังร้อนแรง มีแบรนด์จำนวนมากอยากจ้าง Influencer ไปทำกิจกรรมการตลาดต่างๆ มากมาย แต่เชื่อไหมครับว่าเอาเข้าจริงๆ ผมกลับได้อะไรมากกว่ารายได้ของการทำแคญเปญเป็นครั้งๆ ไปเสียอีก

เอาเข้าจริงๆ แล้ว การที่ผมนั่งเขียนบล็อกเรื่อยมาตลอดหลายปี กลับกลายเป็นการที่ทำให้ผมได้พบคนมากมาย ได้แลกเปลี่ยนความเห็นกับคนจำนวนมาก เช่นเดียวกับทำให้ผมมารู้ตัวอีกทีคือมีคนติดตามอ่านบล็อกของผมมากกว่าที่ผมเคยนึกเอาไว้เสียอีก และนั่นทำให้ผมได้รับโอกาสมากมายที่ไม่เคยคิดว่าจะมีโอกาส เช่นเดียวกับได้ประสบการณ์มากมายไปแลกเปลี่ยนในเวทีต่างๆ จนผมมานั่งคิดเล่นๆ ว่าทุกวันนี้ผมประสบความสำเร็จจากการไม่เป็น Paid-Blogger มากกว่าแทนที่จะเลือกเป็นเสียอีก

ผมยังเชื่อว่าการทำงานกับสิ่งที่เรารักเป็นความฝันที่หลายๆ คนก็อยากให้เป็นจริง แต่การตั้งต้นคิดว่าจะรวบ จะหารายได้จากสิ่งที่เรารักก่อนอาจจะเป็นวิธีคิดที่ผิดโฟกัสอยู่เสียหน่อย ผมไม่ได้บอกให้เชื่อผมหรอกนะครับ แต่สำหรับผมแล้ว ถ้าเรารักจะทำอะไรบางอย่าง และทุ่มเทกับมันมากๆ วันหนึ่งมันจะพาเราไปสู่ความสำเร็จเอง

3. ถ้าจะทำอะไรแล้ว อย่าหยุด

อย่างที่ผมบอกไปว่าคนจำนวนมากหยุดที่จะเขียนบล็อกหลังจาก “ความสนุก” และ “ความตื่นเต้น” ในช่วงแรกหมดลง แล้วก็จะพบว่าการเขียนบล็อกเป็นอะไรที่ดูจำเจ น่าเบื่อ แถมไม่รู้ว่าทำไปแล้วจะได้อะไรเป็นชิ้นเป็นอัน ความรู้สึกเหนื่อยหน่ายจากชีวิตนอกจอคอมยิ่งทำให้ผลัดวันประกันพรุ่งไปเรื่อยๆ จนสุดท้ายก็เลิกเขียนไป ผมเองก็มีช่วงหนึ่งที่รู้สึกอย่างนั้นเหมือนกันครับ แต่ท้ายที่สุดแล้วผมก็กัดฟันทำโดยสร้าง Commitment กับตัวเองว่าจะต้องอัพบล็อกในทุกๆ วัน

แต่ก็อย่างว่าฮะ ไม่ใช่ว่ามันจะเป็นไปได้ตลอดไป บางวันผมก็เจอสถานการณ์ที่ทำให้พลาดการอัพบล็อกไป แต่ผมก็จะไม่ปล่อยให้มันกลายเป็นข้ออ้างเพื่อหยุดพักแต่อย่างใด ทุกครั้งที่ผมหยุด ผมก็จะรีบหาเวลากลับมาชดเชยและรีบเขียนต่อทันที เพราะผมรู้ตัวดีว่าถ้าผมหยุดเมื่อไร มันก็จะเป็นเรื่องง่าย (มาก) ที่จะหยุดไปตลอดกาล

พอเป็นอย่างนี้แล้ว การบังคับตัวเอง และการสร้างพันธะสัญญากับตัวเองจึงเป็นเรื่องค่อนข้างสำคัญอยู่พอสมควรเพื่อให้เรายังคงก้าวไปในทางที่วางแผนไว้อย่างต่อเนื่องโดยไม่หยุดยั้ง

และวันหนึ่งเราก็จะรู้ว่าเราเดินผ่านจุดหมายเดิมของเราไปไกลมากแล้ว

 

3 เรื่องดังกล่าวคงเป็นประสบการณ์ที่ผมแชร์เอาไว้ในวันที่ผมลองย้อนกลับไปคิดว่าทุกวันนี้ผมเดินทางในสาย “บล็อกเกอร์” มาไกลเท่าไรแล้ว เอาจริงๆ แรกๆ ผมก็คิดว่าผมคงเขียนบล็อกมาสัก 5-600 บล็อกแล้วล่ะมั้ง จนกระทั่งกลับไปดูผลงานจริงๆ แล้วถึงแอบอึ้งตัวเองอยู่พอสมควร อย่างที่บอกแหละครับว่ากว่าจะรู้ตัวอีกที เราอาจจะเลยเส้นชัยไปไกลแล้วก็ได้ ^^