ผมเชื่อว่าการกระหน่ำลด Reach ของ Facebook ที่มีมาอย่างต่อเนื่องน่าจะทำให้หลายๆ คนเริ่มกังวล ประเด็นว่าโพสต์คอนเทนต์ไปแล้วคนไม่เห็นเริ่มกลายเป็นประเด็นถูกพูดถึงมากขึ้น (แน่นอนว่าหลายๆ คนก็ถามผมมาเยอะด้วย) เพราะไม่เพียงแต่ Reach ลดลงไปเท่านั้น แต่จำนวนการกด Like การคอมเมนต์ หรือการ Share เองก็ลดลงตามไปด้วย

อันที่จริงเรื่องการโพสต์ไปแล้วไม่มีคนเห็นหรือโพสต์ไปแล้วคนไม่กดไลค์นั้นจะว่าเป็นเพราะการลด Reach อย่างเดียวก็คงไม่เชิงเพราะบางเพจเองก็ใช้วิธีปั้มไลค์ที่ไม่ใช่กลุ่มเป้าหมายเข้ามาด้วยเหมือนกัน แต่การลด Reach ก็น่าจะเป็นสิ่งที่ได้รับผลกันถ้วนหน้าเลยมีการพูดถึงกันเป็นพิเศษ

เอาล่ะ เมื่อเราล้วนเจอภาวะแบบนี้แล้ว เราจะสู้กับสถานการณ์นี้ได้อย่างไร ผมเลยขอลองสรุปเป็นแนวคิดง่ายๆ 3 อย่างแล้วกันนะครับ

1. รู้จักการลงโฆษณาต่างๆ ของ Facebook ให้เป็น

ผมมักพูดเสมอว่า Facebook (หรือแม้แต่การทำ Social Media ใดๆ) มันไม่มีคำว่าฟรีตั้งแต่ต้นอยู่แล้ว และอันที่จริงคุณควรจะเผื่อใจและงบประมาณไว้สำหรับการทำมันด้วยเพราะท้ายที่สุดมันก็คือสื่อและช่องทางการสื่อสารของแบรนด์ที่ก็ต้องมีการบริหารไม่ต่างจากสื่อทั่วๆ ไปเช่นกัน

แม้ว่าอาจจะมองว่า Facebook พยายามเก็บค่าโฆษณา แต่ก็อย่างที่ผมบอกไปในหลายๆ ครั้งการใช้โฆษณาของ Facebook ดีๆ นั้นให้ประสิทธิภาพมากกว่าที่หลายๆ คนคิดเยอะ ไม่ว่าจะทั้งในแง่การสร้างฐานคนติดตาม การสร้าง Traffic ไปยังเว็บไซต์ หรือการทำกิจกรรมออนไลน์อื่นๆ อีกมากมาย แม้กับตัว nuttaputch.com เองผมก็มีการบริหารโฆษณาด้วยเหมือนกัน (ซึ่งก็ได้ผลที่น่าพอใจทีเดียว)

อันที่จริง ปัญหาหนึ่งที่ผมมักเจอจากการคุยหลายๆ คน (และแบรนด์) ที่มักบ่นเรื่องการซื้อโฆษณา Facebook นั้น เพราะลึกๆ แล้วหลายๆ เพจไม่ได้มีจุดประสงค์หรือความเข้าใจที่ชัดเจนว่าทำ Facebook ไปแล้วจะได้อะไร เช่นได้ Like มามากมายแล้วจะทำอะไรได้กับธุรกิจ หรือการได้ Engagement เยอะๆ จะนำไปสู่อะไร เมื่อต้องเสียเงินทำโฆษณาเลยเป็นเรื่องที่หลายๆ คนเลยรู้สึกไม่ดีเพราะตอบไม่ได้ว่าจะเสียงบประมาณตรงนี้ไปทำไม ซึ่งนั่นต่างจากหลายๆ เว็บหรือหลายๆ แบรนด์ที่ตอบตัวเองได้ชัดเจนว่าการทำ Facebook ในแต่ละอย่างนั้นจะนำไปสู่อะไร และการลงโฆษณาต่างๆ ก็ล้วนเป็น “การลงทุน” ที่สุดท้ายจะเป็นการตลาดที่ตอบธุรกิจของพวกเขาเอง

ฉะนั้นแล้ว คำแนะนำของผมคือเจ้าของเพจควรเริ่มทำความเข้าใจการลงโฆษณาใน Facebook รูปแบบต่างๆ รู้จักใช้ให้เป็นว่าการใช้แต่ละอย่างจะได้ประโยชน์อะไร (ไอ้ประเภทใช้เพื่อปั่นตัวเลขเนี่ย ผมว่าไม่ใช่ความคิดที่ดีเท่าไรนะฮะ ^^”)

2. ทำ Content Strategy ให้ดี

ยิ่งคนเห็นคอนเทนต์น้อย มันเลยจำเป็นมากที่คนเห็นคอนเทนต์คุณแล้วต้องได้รับสารของแบรนด์อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด เพราะยิ่งถ้าคุณบริหารตัวคอนเทนต์แบบออกทะเลแล้ว มันก็ยิ่งเหมือนทำให้สื่อในมือของคุณไร้ประสิทธิภาพขึ้นไปอีก

การทำ Content Strategy จึงเป็นเรื่องสำคัญที่คุณต้องให้ความสำคัญมากๆ ว่าจะออกแบบคอนเทนต์อย่างไรให้สามารถสื่อสารตัวแบรนด์ได้อย่างมีประสิทธิภาพและตอบโจทย์ผู้บริโภคไปพร้อมๆ กัน เช่นเดียวกับมองออกว่าการใช้คอนเทนต์ของแบรนด์บน Facebook จะตอบโจทย์ทางการตลาดอย่างไร

คำเตือนอย่างหนึ่งของผมคือพอเป็นเรื่อง Reach ที่ถูกลด หลายๆ คนเลยว่าจะต้องทำคอนเทนต์ประเภทที่ให้ Viral เยอะๆ หรือไม่ก็ทำให้ได้ Engagement เยอะๆ เพื่อจะได้ทำให้คอนเทนต์กระจายไปเยอะๆ แต่กลับกลายเป็นว่าหลายครั้งที่คอนเทนต์ไปแนวออกทะเลปั้มไลค์ ปั้มแชร์โดยที่ไม่ได้ไปเกี่ยวข้องอะไรกับแบรนด์ซึ่งสุดท้ายกลายเป็นว่าสนใจ Reach มากกว่าจะประสิทธิ์ที่เกิดขึ้นจาก Reach นั้นไป

อย่าลืมครับว่า Reach ก็สำคัญ แต่ที่สำคัญกว่าคือคุณต้องคิดให้จบว่าคุณทำคอนเทนต์ขึ้นมาทำไม คุณได้ Reach ไปมากมายแต่มันไม่ได้สร้างประโยชน์กลับมาที่แบรนด์หรือเพจแล้ว มันก็จะกลายเป็นสูญเปล่าและคุณถูกตัวเลขหลอกไปเสียนะครับ

3. สร้าง Content Marketing Eco-System ที่ดี

ผมเชื่อว่าหลายๆ คนทำ Facebook เพราะมันเป็นช่องทางยอดฮิต และเริ่มต้นได้ง่ายๆ แถมยังเป็นช่องทางที่ทุกวันนี้ใครๆ ก็ใช้กัน แต่การทำการตลาดออนไลน์ไม่ใช่แค่เรื่องของ Facebook อย่างเดียวเพราะมันยังมีความหลากหลายและช่องทางอื่นๆ อีกมากมายที่เป็นเสมือนจิ๊กซอร์ประกอบเข้าด้วยกัน ซึ่งยิ่งถ้าคุณประกอบหลายๆ ชิ้นเข้ากันได้ก็จะยิ่งทำให้เกิดภาพใหญ่มากขึ้นและอาจจะมีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วย

อย่าลืมว่าเป้าหมายสูงสุดของคุณคือเรื่องของการตลาดและผลลัพธ์ทางธุรกิจ ไม่ใช่เรื่องของตัวเลขจาก Facebook ซึ่งการทำ Content Marketing นั้นมีช่องทางอื่นๆ อีกมากมายที่คุณสามารถใช้มันประกอบกันเพื่อนำเสนอสารของแบรนด์ให้ครอบคลุมและสร้างประสบการณ์กับกลุ่มเป้าหมายได้ และเมื่อคุณมองเห็นภาพการทำ Content Marketing Eco-System ว่าเป็นมากกว่า Facebook แล้ว คุณจะเริ่มคิดอะไรได้มากกว่ากังวลเรื่องของ Facebook ลด Reach เนื่องจากยังมีอาวุธอีกเยอะที่คุณสามารถใช้ได้ (หรือเอามาทดแทนได้)

ที่พูดแบบนี้ไม่ใช่บอกว่าให้ลืม Facebook ไปหรอกนะครับ ส่วนตัวผมเองนั้น Facebook ก็ยังเป็น “ช่องทาง” สำคัญในการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายอยู่ แต่คอนเทนต์ของแบรนด์ (หรือแม้แต่ของผมเอง) ไม่จำเป็นต้องอยู่บน Facebook หมดก็ได้ หากแต่เราสามารถพลิกแพลงและทำให้แต่ละช่องทางที่เรามีสามารถเกื้อหนุนกันได้อย่างมีประสิทธิภาพแทนที่จะฝากความหวังไว้ที่ช่องทางเดียว (ซึ่งอันที่จริงผมไม่ค่อยเห็นด้วยตั้งแต่แรกอยู่แล้ว)

3 อย่างนี้เป็นวิธีคิดแบบง่ายๆ แต่ผมว่าสำคัญอยู่ไม่น้อย เลยเอามาแบ่งปันเพื่อให้ลองไปคิดต่อยอดหรือมาแลกเปลี่ยนเพิ่มเติมกันได้ครับ เพราะการตลาดออนไลน์ก็มีการปรับเปลี่ยนตัวเองไปเรื่อยๆ อย่างไม่หยุดนิ่ง ดีไม่ดีสักปีหน้าเราอาจจะต้องคิดกันอีกแบบก็ได้นะครับ ^^