นักการตลาดดิจิทัลน่าจะเป็นหนึ่งในอาชีพที่หอมหวลอยู่เสียหน่อยในปัจจุบัน ส่วนหนึ่งเพราะการตลาดดิจิทัลกำลังรุ่งแถมค่อนข้างใหม่ โอกาสที่คุณจะสามารถก้าวไปสู่ตำแหน่งสูงๆ ของการตลาดดิจิทัลนั้นมีมากเนื่องจากตลาดเปิดสุดๆ แถมทรัพยากรบุคคลก็ไม่ได้เยอะมากนัก นั่นหลายทำให้หลายๆ คนสนใจอยากมาเป็นนักการตลาดดิจิทัลกัน

อย่างไรก็ตาม จากประสบการณ์ของผมที่อยู่กับการตลาดดิจิทัลมาหลายปี (นับๆ ดูก็สัก 5 ปีเห็นจะได้) ผมมักเห็นคนที่บอกตัวเองว่าเป็นนักการตลาดดิจิทัลกลับตกม้าตายอยู่บ่อยๆ บ้างก็ขึ้นมาเป็นระดับผู้จัดการโดยยังไม่มีความรู้จริงๆ จนพูดอะไรหลายๆ อย่างแล้วหน้าแตกเอาเสียก็เยอะ ซึ่งสิ่งเหล่านี้กลายเป็นการทำลายชื่อเสียงและความน่าเชื่อถืออย่างรวดเร็วทีเดียว พอเป็นเช่นนี้ผมเลยลองรวบรวมพฤติกรรมที่เสี่ยงจะทำให้นักการตลาดดิจิทัลหลงทาง ตกม้าตาย หรือเสี่ยงต่อการหน้าแตกกันได้มาเล่าให้ฟังแล้วกันนะครับ

1. คุณไม่เคยเล่น Social Media จริงๆ (จังๆ)

ฟังแล้วอาจจะเป็นเรื่องตลก แต่เชื่อไหมครับว่าคนที่บอกว่าเป็นนักการตลาดดิจิทัลจำนวนมากยังไม่เคยเล่น Twitter บ้างก็เปิดเอาไว้ว่างๆ มาดู Feed ข่าว แทบไม่ค่อยทวีตหรือโต้ตอบกับคนอื่น ผลก็คือ Follower นิ่งสนิทมานาน บางคนมีแอคเค้านท์ facebook แต่แทบไม่ค่อยได้อัพเดท หลายคนที่ไม่เคยจะอัพโหลดวีดีโอบน YouTube และพอถามว่าใครเปิด Blog ของตัวเองไว้บ้าง คุณอาจจะได้เห็นสีหน้านิ่งๆ เป็นคำตอบ

ผมเคยเจอสถานการณ์คนมาขายงานว่าจะทำ Twitter Campaign จะบิ้วท์ให้กลายเป็นเครื่องมือ PR อันโด่งดัง แต่พอผมถามไปว่า Twitter Account ของคุณเป็นยังไงบ้าง คนมาพรีเซนต์ก็เงียบกริบก่อนที่ผมจะต้อนจนรู้ว่าเขาไม่เคยเล่น Twitter จริงๆ

แน่นอนครับว่าทุกวันนี้ Social Media ต่างๆ นั้นเกิดขึ้นใหม่แทบทุกเดือน มีอะไรใหม่ๆ ให้เราตื่นเต้นอยู่ตลอด แต่มันก็เป็นเรื่องน่าแปลกที่นักการตลาดดิจิทัลหลายคนไม่ได้ลงไปทดลองเล่น ไปลองสัมผัสว่ามันทำงานอย่างไร ใช้ชีวิตให้ประหนึ่งคนที่ใช้มันจริงๆ สุดท้ายความเข้าใจเกี่ยวกับเครื่องมือเหล่านั้นจึงกลายเป็นเปลือกมากๆ เพราะไม่สามารถคิดเข้าไปลึกในระดับความคิดของผู้บริโภคแต่อย่างใด ซึ่งพอเป็นอย่างนั้นแล้ว แสดงว่าพวกเขาแทบจะไม่ได้เข้าใจหรือรู้จักมันเลยแม้แต่เน้อย

และเมื่ออยู่ในสถานการณ์ที่ต้องตอบคำถามหรืออยู่ในวงสนทนา การถูกพบว่าคุณไม่รู้จริง หรือรู้แบบกลวงๆ เป็นอะไรที่น่าขายหน้าอย่างมาก หรือการที่คุณพูดอะไรออกไปแบบผิดๆ จะยิ่งซ้ำเติมให้หนักเข้าไปอีก

2. คุณไม่เปิดใจไปเรียนรู้ว่าความรู้การตลาดดิจิทัลมันไปถึงไหนกันแล้ว

ความที่น่าตลกอีกอย่างที่ทุกวันนี้ผมมักเจอคือนักการตลาดหลายคนยังนั่งสนใจแต่ตัวเลข Like ของ Facebook โดยไม่ได้เข้าใจเรื่องของกลไกบน Facebook เช่นเดียวกับอีกหลายๆ เรื่องที่ยังเป็นบทสนทนาวนในอ่างอย่าง Engagement Reach Follower ฯลฯ

จะว่าไปแล้ว มันก็ไม่ใช่เรื่องผิดอะไรหรอกนะครับ เพราะการตลาดดิจิทัลในยุคหนึ่งเราก็ตื่นเต้นกับตัวเลขพวกจำนวน Like ของ Facebook Page และจำนวน Follower ของ Twitter / Instagram แต่ถ้าเรามาอัพเดทกับนักการตลาดดิจิทัลในตลาดทั้งในประเทศและนอกประเทศ การอ่านหนังสือและบล็อกจำนวนมากแล้ว เราจะเห็นว่าองก์ความรู้เรื่องการวัดคุณภาพของการตลาดดิจิทัลนั้นไปไกลกว่านั้นเยอะแล้ว ณ เวลานี้เขาไปพูดกันเรื่อง Content Marketing, Marketing Automation, Brand Advocate, Big Data Analysis กันแล้ว

ในความเห็นของผมนั้น การยึดติดกับความรู้และอยู่ใน Safe Zone เป็นเรื่องที่มักเกิดขึ้นกับคนทำงาน ไม่ใช่แค่กับนักการตลาดเพียงอย่างเดียว ส่วนหนึ่งเพราะการอยู่ในชุดความรู้เก่าๆ นั้นทำให้รู้สึกว่าปลอดภัย ไม่ต้องเดือดร้อนไปกับความเปลี่ยนแปลงมากนัก แต่กับการตลาดดิจิทัลนั้นอาจจะไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะโครงสร้างพื้นฐานของโลกดิจิทัลเปลี่ยนตลอดเวลา เทคเนโลยีใหม่ๆ เข้ามาทำให้ข้อมูลลึกซึ้งมากขึ้น ละเอียดมากขึ้น ชุดข้อมูล Meta Data ซับซ้อนกว่าเดิม และนั่นทำให้นักการตลาดดิจิทัลเก่งๆ จึงมักวิเคราะห์และพยายามหาวิธีใหม่ๆ เพื่ออธิบายความเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา

ผมมักพูดเสมอว่าดิจิทัลมันเข้ามาเปลี่ยนอะไรหลายๆ อย่าง ไม่ใช่แค่การเกิดเครื่องมือใหม่ๆ หรือสื่อใหม่ๆ แต่มันคือการเปลี่ยนรูปแบบพฤติกรรม วิธีคิด และทัศนคติ ซึ่งนั่นทำให้ตำราพฤติกรรมผู้บริโภคที่เคยมีหลายๆ อย่างต้องถูกอัพเดทใหม่ ขนาดหนังสือและบล็อกว่าด้วยการเข้าใจว่า Viral Video มาจากสาเหตุอะไรนั้น คุณสามารถหาอ่านได้มากมายจนเลือกไม่ถูกว่าจะเชื่อของใครดี

ในแง่ดี ถ้าคุณขยันอัพเดทอะไรอยู่สม่ำเสมอ คุณจะมีเรื่องให้คิดและพัฒนาไอเดียใหม่ๆ อยู่ตลอด เช่นเดียวกับการพูดคุยในวงสนทนาที่จะทำให้คุณน่าเชื่อถือ แต่ในทางกลับกัน ถ้าคุณไม่อัพเดทอะไรเลย คุณอาจจะกลายเป็นคนที่หลุดวงสนทนาหรือดูเชยได้โดยไม่รู้ตัวนั่นแหละครับ

3. คุณไม่ใช่คนดิจิทัล (เลย)

การทำการตลาดดิจิทัลจำเป็นมากที่จะต้องใช้คนซึ่งมีวิถีชีวิตแบบดิจิทัลพอสมควร คำว่าพอสมควรของผมนี้ไม่ใช่แค่ระดับคนทั่วไป แต่ในความเห็นของผมนั้นคือต้องอยู่ในระดับ Digital Savvy มากพอสมควร บางทีอาจจะอยู่ในระดับ Addict เลยก็ว่าได้ เพราะมันคือกระบวนการคิดในแบบชีวิตดิจิทัล ไม่ใช่แบบอนาล็อก

เวลาเราพูดเรื่องคนแต่ละยุคนั้น ต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่าคนยุค Gen-Y / Gen-X นั้นไม่ใช่คนยุค Digital Generation แต่อย่างใด พวกเราเป็นคนกลุ่มประเภทที่โตขึ้นมาแบบอนาล็อก กว่าจะใช้คอมพิวเตอร์ก็ปาเข้าไประดับมัธยม มหาวิทยาลัย กว่าที่เราจะใช้ Wikipedia หรือ Google ก็เกือบเรียนจบกันแล้ว ต่างจากเด็กรุ่นใหม่ที่ใช้ของพวกนี้ตั้งแต่ยังเรียนระดับเล็ก ซึ่งนั่นนำมาสู่ความคิดและทัศนคติของคนข้ามยุคที่เป็นปัญหาพอสมควร

สำหรับคนยุค Gen X / Y นั้น การเล่น Social Media อาจจะเป็นเหมือนเรื่องสนุก แต่ไม่ได้จำเป็นต้องติดอะไรนัก เพราะเรายังมีความคุ้นเคยกับการใช้ชีวิตแบบไม่ต้องพึ่งเทคโนโลยีอยู่บ้าง แต่นั่นไม่ใช่ความคิดของคนยุค Gen Z แต่อย่างใด พอเป็นเช่นนี้แล้ว นักการตลาดดิจิทัลที่จะทำการตลาดกับคนที่เป็น Digital Savvy จึงจำเป็นมากที่จะต้องเป็นคนดิจิทัลจริงๆ!!

ผมย้ำคำว่าเป็น “คนดิจิทัลจริงๆ” เนี่ยไม่ใช่หมายความว่าคุณมี Facebook มีอินเตอร์เนต ใช้งาน Email ได้จะแปลว่าคุณคือคนดิจิทัลหรอกนะครับ มันคือความแตกต่างระหว่าง Digital Citizen กับ Digital Tourist ซึ่งคนยุคปัจจุบันที่ทำงานการตลาดดิจิทัลนั้นเป็นคนกลุ่มหลัง ไม่ใช่คนกลุ่มแรก

เช่นนั้นแล้ว ถ้าคุณต้องการจะเป็นนักการตลาดดิจิทัลเก่งๆ และอยู่ในแนวหน้า คุณจะคิดและใช้ชีวิตแบบ Digital Tourist ไม่ได้เลย คุณต้องพยายามทำตัวเป็น Digital Citizen ให้มากที่สุด

แต่ในความเป็นจริงแล้ว ผมกลับพบว่าหลายๆ คนไม่ได้เป็นแบบนั้นหรอกครับ แถมบางทีอาจจะทะลุความเป็น Tourist ไปไกลเสียอีก ซึ่งพอเป็นแบบนั้นแล้ว คนกลุ่มนี้ก็จะกลายเป็นล้าหลังและจะตกยุคการตลาดดิจิทัลในไม่ช้านั่นแหละครับ

 

จริงๆ ผมมีข้อสังเกตอีกมากมายของนักการตลาดดิจิทัลในทัศนคติของผม แต่ถ้าใครอยากรู้ว่าจะเป็นนักการตลาดที่เก่งต้องทำอย่างไร ลองอ่านอีกบล็อกที่ผมสรุป 5 ข้อสำคัญที่คุณต้องทำในปี 2014 ดูก็ได้นะครับ ^^

 

ภาพจาก: http://economictimes.indiatimes.com/