ถ้าเป็นคนในแวดวงการตลาด เราคงคุ้นเคยกับเรื่อง 4Ps กันอยู่แล้วเพราะเป็น Marketing Model ที่ถูกสอนกันมาช้านาน ซึ่งยุคหลังๆ ก็ได้มีการเพิ่มโมเดลใหม่ๆ ขึ้นมาอย่าง 4Cs ให้กลายเป็นแนวคิดสำคัญของการบริหารธุรกิจในปัจจุบันก็ว่าได้

อย่างไรก็ตาม ถ้าไม่ใช่คนที่เรียกการตลาดมาก็อาจจะงงๆ กันได้ว่ามันคืออะไร บล็อกวันนี้ผมเลยขอหยิบมาอธิบายทั้ง 4Ps และ 4Cs แบบง่ายๆ สำหรับคนที่ไม่ได้เรียนการตลาดจะได้เข้าใจและเอาไปปรับใช้กันได้แล้วกัน

Marketing Mix Model

ก่อนที่จะไปเข้าใจ 4P และ 4C เราต้องเข้าใจสิ่งที่เรามักเรียกกันว่า Marketing Mix กันเสียก่อน พูดง่ายๆ มันคือโมเดลในการเข้าใจองค์ประกอบสำคัญของการบริหารการตลาดสำหรับธุรกิจต่างๆ

ทั้งนี้ประโยชน์ของการเข้าใจ Marketing Mix นี้คือการที่ทำให้เราโฟกัสองค์ประกอบสำคัญๆ ที่ส่งผลต่อธุรกิจได้ เหมาะสำหรับคนที่ไม่ถนัดในการมองภาพกว้างของธุรกิจเพื่อที่จะเข้าใจกันได้ง่ายๆ ไม่ยุ่งยาก โดย Marketing Mix นี้มีการคิดกันมานานมาก และถูกนำมาพัฒนาอยู่เรื่อยๆ อย่างที่เราเห็นว่ามีตั้งแต่ 4Ps 4Cs และล่าสุดก็มีการพูดถึง 4Es นั่นเอง (แต่วันนี้ขอพูดถึง 4Ps กับ 4Cs ก่อนนะครับ)

4Ps (Product-Price-Promotion-Place)

โมเดลสุดคลาสสิคของ Marketing Mix ที่เรียกว่านักการตลาดแทบทุกคนต้องได้เรียนกันมา ซึ่งโมเดลดังกล่าวถูกนำเสนอครั้งแรกโดย E. Jerome McCarthy (ไม่ได้คิดตั้งต้นโดย Kotler อย่างที่หลายๆ คนเข้าใจนะครับ) โดยแต่ละ P นั้นคือสิ่งสำคัญที่ธุรกิจดำเนินการโดยประกอบไปด้วย

Product

ว่ากันง่ายๆ คือตัสินค้า / บริการ ที่ธุรกิจสร้างขึ้นเพื่อตอบความต้องการของผู้บริโภค ซึ่งแน่นอนว่าตัว Product นั้นอาจจะเป็นสิ่งที่ “จับต้องได้” หรือ “จับต้องไม่ได้” ก็ได้ (เช่นบริการ ประสบการณ์ เป็นต้น)

Price 

ถ้าจะแปลกันง่ายๆ ก็คือ “ราคา” แต่ในความหมายจริงๆ คือสิ่งที่ลูกค้าต้อง “จ่าย” เพื่อแลกกับการได้สินค้าและบริการ ซึ่งบางทีอาจจะไม่ใช่เงินเสมอไป มันอาจจะคือเวลาหรือการกระทำบางอย่างก็ได้

Promotion

ตัวนี้ไม่ได้แปลว่าโปรโมชั่นประเภทลดราคาแจกแถมอะไร แต่หมายถึงการสื่อสารการตลาดที่เกิดขึ้นเพื่อทำให้ตัวธุรกิจสามารถสื่อสารไปยังกลุ่มเป้าหมายและนำไปสู่การโน้นน้าวให้กลุ่มเป้าหมายซื้อสินค้าและบริการได้นั่นเอง

Place (Distribution)

คือช่องทางที่ลูกค้าจะสามารถเข้าถึงสินค้าและบริการได้ ถ้าจะคิดกันง่ายๆ ก็คือช่องทางการจัดจำหน่าย ช่องทางการให้บริการต่าๆง นั่นเอง

เหตุผลที่ 4Ps นี้เป็นพื้นฐานที่หลายๆ คนใช้เป็นหลักก็เพราะเอาจริงๆ มันเป็นโมเดล “โคตรพื้นฐาน” ที่ทุกๆ ธุรกิจต้องเจอไม่ว่ายังไงก็ตาม และโมเดลนี้จะนำไปสู่การวิเคราะห์ของแต่ละส่วนเพื่อที่ให้นักการตลาดและผู้บริหารสามารถเจาะลงไปเพื่อแก้ไข ปรับปรุง และพัฒนาเพื่อให้การตลาดของตัวเองมีประสิทธิภาพมากขึ้น

4Cs (Consumer-Cost-Communication-Convenience)

หลังจาก 4Ps เป็นที่ถูกพูดถึงกันมานาน แต่เมื่อตลาดเริ่มไม่ใช่ Mass Market แบบสมัยก่อน นักการตลาดก็เริ่มกลับมาปรับตัว 4Ps ที่เน้นไปเรื่องการคิดแบบ Business Centric ให้กลายเป็น Customer Centric มากขึ้น และนั่นเลยกลายเป็นที่มาของ 4Cs ซึ่งถูกแรกนำเสนอโดย Robert F. Lauterborn

Consumer wants and needs (Product -> Consumer)

ในมุมมองของ 4Cs นั้น แทนที่จะให้ความสำคัญกับสินค้าแบบแต่ก่อนก็กลับมาสนใจที่ตัวผู้บริโภคมากขึ้น เพราะมันคือการมองว่าไม่ใช่ทุกคนที่จะเป็นลูกค้า นักธุรกิจต้องศึกษาและทำความเข้าใจลูกค้าจริงๆ ของตัวเองอย่างลึกซึ้งว่ามีความต้องการอะไร เพราะสินค้าและบริการของธุรกิจนั้นก็ต้องเกิดขึ้นมาเพื่อรองรับความต้องการเหล่านี้

Cost (Price -> Cost)

“ราคา” ที่ถูกพูดถึงไม่ใช่แค่เรื่องของเงิน แต่พูดถึงทุกอย่างที่ลูกค้าจำเป็นต้องแลกเปลี่ยนเพื่อที่จะสามารถได้ใช้บริการหรือสินค้านั้นได้ ราคาที่ว่าสามารถรวมไปถึงเรื่องของเวลา ความรู้สึกต่างๆ ได้ด้วย

Communication (Promotion -> Communication)

แม้ว่าความหมายอาจจะคล้ายๆ กับ Promotion ของ 4Ps แต่ในมุมมองของ 4Cs นั้นจะไม่ใช่เรื่องการพยายาม “กล่อม” หรือ “ชี้นำ” ลูกค้าแบบ Promotion หากแต่ Communication นี้จะเน้นเรื่องการสื่อสาร “ร่วม” ไปกับผู้บริโภค กล่าวคือการสื่อสารที่ล้อไปกับความต้องการของผู้บริโภค ไลฟ์สไตล์ต่างๆ ของพวกเขา

Convenience (Place -> Convenience)

สำหรับ 4Cs ที่เกิดขึ้นมาในยุคหลังๆ ที่เริ่มมี Internet แล้ว ทำให้สถานที่จัดจำหน่ายหรือช่องทางในการเข้าถึงสินค้าและบริการไม่ได้อยู่ในรูปแบบ Physical อีกต่อไป นักการตลาดเลยต้องมองถึงการอำนวยความสะดวกที่ทำให้ลูกค้าสะดวกในการใช้บริการและสินค้าของเราให้ดีที่สุด

ที่กล่าวมานั้นคือภาพของ 4Ps และ 4Cs แบบง่ายๆ ที่ใช้มองภาพของธุรกิจและการตลาดได้ดีพอสมควร ซึ่งถ้าเราเข้าใจหลักของ 4Ps และ 4Cs กันแล้วก็จะสามารถนำไปปรับใช้ในการพัฒนาธุรกิจได้อีกเยอะทีเดียวล่ะครับ