หลังจากที่เมื่อวานผมเขียนบล็อกเรื่องทัศนคติไปแล้ว ผมเลยนำเรื่องนี้มาคิดต่อว่าการตั้งทัศนคติไม่ดีเนี่ยแหละที่ทำให้การทำงานของหลายๆ บริษัท หลายๆ ทีม หรือแม้แต่หลายๆ คนต้องล้มคว่ำเอาได้ง่ายๆ เพราะนอกจากทัศนคติจะทำให้เกิดพฤติกรรมของแต่ละคนแล้ว แต่ทัศนคตินี้เองด้วยที่จะนำไปสู่รูปแบบการทำงานของแต่ละทีมซึ่งถ้าทัศนคติอยู่ในแดนลบก็คงฉุดทีมให้ร่วงลงได้เหมือนกัน

บล็อกวันนี้ผมเลยลองมานั่งลิสต์ดูว่าทัศนคติแบบไหนบ้างที่เรา / ทีมไม่ควรจะมี เพราะมันจะเป็นตัวขวางให้คุณทำงานไม่ประสบความสำเร็จเอาได้ง่ายๆ

1. ฉันเก่งกว่าคนอื่นๆ

การที่คุณมีทักษะและมีความสามารถมากนั้นเป็นเรื่องดี แต่การทนงตัวเองว่าเหนือกว่าคนอื่นนั่นมันก็อีกเรื่องหนึ่ง สิ่งที่แตกต่างกันระหว่างบอกว่า “ฉันเก่ง” กับ “ฉันเก่งที่สุด” หรือ “ฉันเก่งกว่าคนอื่น” คือการที่คุณไปตัดสินความสามารถของคนอื่นและมองว่าอะไรๆ ที่ตัวเองทำนั้นถูกเสมอ เราจึงมักเจอสถานการณ์ประเภทที่ไม่ฟังคนอื่น หรือไม่ก็มองว่าตัวเองถูกอยู่คนเดียว ไม่เคยทำอะไรผิดพลาดนั่นแหละ แล้วพอเป็นแบบนี้ มันจึงมักนำไปสู่การโทษคนอื่น การไม่เห็นคุณค่างานของคนอื่น และทำให้สูญเสียความเชื่อใจระหว่างคนทำงานด้วยกันนั่นแหละ

2. ฉันแพ้ไม่ได้

เคยเจอไหมครับ คนประเภทเถียงแบบไม่ยอมแพ้แม้ว่าจะมีหลักฐานต่างๆ นานา หรือมีข้อมูลมากมายมายืนยันก็ตาม ขณะเดียวกัน พอมีการโต้เถียงนั้น คนเหล่านี้ก็จะพยายามทุกวิถีทางที่จะเป็น “ผู้ชนะ” การโต้เถียงจนหลายๆ ครั้งไม่ใช่เรื่องของการทำงานหรือการได้วิธีที่มีประสิทธิภาพ หากแต่เป็นแค่ต้องการเป็นผู้ชนะเท่านั้น ทัศนคติของการแพ้ไม่ได้หรือประเภทที่ต้องชนะเสมอนี่เองที่ทำให้หลายๆ คนถูกระอาจากเพื่อนร่วมงาน เพราะมันกลายเป็นว่าพวกเขาไม่ได้ทำงานเพื่อคนอื่น แต่กลายเป็นทำงานเพื่อตัวเองอยู่ตลอดเวลา (แล้วอย่างนี้ใครจะอยากทำงานด้วยล่ะ?)

3. ฉันกลัวคนอื่นจะเด่นกว่าฉัน

พอคนกลัวว่าตัวเองจะถูกแย่งบทบาทจากคนอื่น กลัวว่าคนอื่นจะได้ผลงานมากกว่า สิ่งที่ตามมาคือการพยายามเบียดอีกฝ่าย บ้างก็พยายามหาทางให้อีกฝ่ายไม่ได้ผลงาน สิ่งที่ตามมาจึงเกิดสถานการณ์ประเภทเก็บความลับไว้ ไม่แลกเปลี่ยนข้อมูลกันเพราะกลัวอีกฝ่ายจะเอาใช้ประโยชน์ได้ พอเป็นแบบนี้แล้ว การทำงานร่วมกันก็คงจะไม่เกิดขึ้น แทนที่จะช่วยกันทำให้เกิดงานที่ดีกลับกลายเป็นการขัดแข้งขัดขากันเองซะอย่างนั้น

4. ฉันทำงานให้เสร็จๆ ไป

ถ้าเรามองว่าคนประสบความสำเร็จนั้นจะมี Passion กับการทำงานมากเช่นเดียวกับเป้าหมายการทำงานที่ชัดเจน เราก็จะเจอเรื่องตรงกันข้ามกับคนอีกจำนวนหนึ่งประเภทที่มาทำงานให้ได้เงินเดือนทุกสิ้นเดือนเป็นพอ ไม่ได้ต้องการท้าทายหรืออยากทำอะไรให้ดีเป็นพิเศษ มันจึงไม่แปลกที่เราจะเจอหลายๆ คนทำงานประเภทขอไปที คนทำงานด้านบริการก็ไม่ได้บริการตามชื่อตำแหน่ง บางคนก็คิดงานเหมือนกับเป็นหุ่นยนต์ บางคนเข้าประชุมเหมือนแค่ได้เผาชั่วโมงทำงานไปวันๆ ซึ่งพอเป็นแบบนี้แล้ว คนทำงานรอบๆ ข้างก็จะรู้สึกหมดไฟและอาจจะกลายเป็นคนประเภทเดียวกันได้โดยไม่รู้ตัว

5. ฉันอยากมี(และใช้)อำนาจ

การทำงานออฟฟิศนั้น สิ่งที่ตามมาคือลำดับขั้นของการบริหาร และไม่แปลกที่หลายๆ คนจะอยากขึ้นเป็นผู้จัดการหรือหัวหน้างาน เพราะการเป็นหัวหน้าย่อมตามมาด้วย “อำนาจ” ที่สามารถใช้สั่งการคนที่อยู่ใต้บังคับบัญชาได้ ทีนี้ปัญหามันคือหลายๆ คนไปตั้งทัศนคติประเภทว่าเป็นหัวหน้าแล้วสามารถใช้อำนาจในการสั่งคนอื่น บีบเค้นคนอื่นให้เป็นตามที่ตัวเองต้องการได้ซึ่งนั่นไม่ใช่เรื่องดีเลยแม้แต่น้อย ลูกน้องที่อยู่ใต้ห้วหน้างานประเภทบ้าอำนาจล้วนพูดไปทางเดียวกันว่าทุกข์ทรมานอยู่พอสมควร อันที่จริงแล้ว การมีอำนาจตามบทบาทหน้าที่นั้นก็เป็นเรื่องจริง แต่การใช้อำนาจให้คนอื่นยอมรับนั้นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งถ้าหัวหน้างานใช้ไม่เป็นแล้วก็จะมีแต่ทำให้ทีมงานรู้สึกเอือมระอาเอาได้นั่นแหละ

ในความเป็นจริงนั้น คงมีทัศนคติแง่ลบอีกมากมายที่เราคงไม่อยากให้เกิดขึ้นในที่ทำงานกัน ไว้บล็อกวันหลังผมจะลองลิสต์ออกมาแลกเปลี่ยนกันอีกเรื่อยๆ นะครับ