การเปลี่ยนแปลงต่างๆ ทั้งชีวิตส่วนตัว การงาน หรือว่าเรื่องรอบตัวเรานั้นเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในทุกๆ วัน พุทธศาสนาจึงบอกเสมอว่าทุกสิ่งไม่มีอะไรคงอยู่ได้ตลอดไป มีแต่ต้องแปรเปลี่ยนไปตามกาลเวลาของมัน

เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว เราเองก็ต้องพร้อมที่จะรับทั้งการเปลี่ยนแปลง รวมทั้งการเป็นคนที่ทำการเปลี่ยนแปลงนั้นด้วยต้วเองด้วย

แต่ในความเป็นจริงนั้น การจะเกิดการเปลี่ยนแปลงแต่ละอย่างได้ก็ไม่ใช่เรื่องที่จะนำไปสู่ผลดีเสมอไป การเปลี่ยนแปลงบางอย่างอาจจะเกิดจากเจตนาที่ดี แต่พอเปลี่ยนไปแล้วกลับไม่ได้ดีอย่างที่คิด เผลอๆ อาจจะฉุดให้แย่กว่าเดิมเสียด้วยซ้ำ คำถามคือที่เป็นเช่นนี้เพราะอะไร? แล้วเราต้องทำอย่างไรเพื่อที่การเปลี่ยนแปลงแต่ละอย่างนั้นจะประสบผลสำเร็จอย่างที่วางไว้ ผมลองประมวลปัจจัยต่างๆ ที่น่าสนใจรวมกันแล้วสรุปเป็นข้อๆ พอให้คิดตามกันนะครับ

1. ผู้ที่จะทำการเปลี่ยนแปลงต้องมีความเข้าใจในเป้าหมายนั้นรวมทั้งรายละเอียดต่างๆ อย่างชัดเจน

ทั้งนี้เพราะหลายๆ ทีที่คนเกิดไอเดียอยากเปลี่ยนโน่นเปลี่ยนนี่ แต่ไม่เข้าใจในรายละเอียดจริงๆ ว่าสิ่งนั้นคืออะไร ทางที่ตัวเองบอกว่าจะไปนั้นเป็นอย่างไร หรือต้องดำเนินการอย่างไร ผลสุดท้ายคือเป็นการเปลี่ยนแปลงจากเดิมที่อาจจะมั่นคงอยู่แล้ว ไปสู่ความหลักลอยหรือหลงทางไป บ้างก็ไม่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริงเพราะไอเดียการเปลี่ยนแปลงไม่เกิดจากการใช้ข้อมูลที่ถูกต้อง

2. การเปลี่ยนแปลงนั้นๆ ต้องอิงอยู่บนตรรกะที่ถูกต้อง มีเหตุผล

เพราะถ้าการคิดเองเออเองโดยไม่มีเหตุผลรองรับแล้ว การเปลี่ยนแปลงใดๆ ก็ย่อมไม่เกิดขึ้นจากพื้นฐานความคิดที่มีหลักการ โอกาสที่จะล้มเหลวเพราะขาดกระบวนการคิดที่รอบคอบก็จะยิ่งสูง

3; การเปลี่ยนแปลงนั้นอยู่บน “ศีลธรรม”

ข้อนี้อาจจะฟังดูธรรมะอยู่เสียหน่อย แต่ผมเชื่อว่าถ้าเรากระทำอะไรบางอย่างอยู่บน “ความถูกต้อง” แล้ว การเปลี่ยนแปลงนั้นๆ ก็ย่อมมีโอกาสประสบความสำเร็จสูง เพราะคนที่กระทำการเปลี่ยนแปลง หรือผู้ได้รับผลจากการเปลี่ยนแปลงนั้นก็มีโอกาสที่จะเปิดใจยอมรับมากกว่าการกระทำที่ “ไม่ถูกต้อง”

4. การเปลี่ยนแปลงนั้นมาถูกเวลา

ผมมักพูดเสมอว่าการเปลี่ยนแปลงที่ดีย่อมไม่มาเร็วเกินไป ในขณะเดียวกันก็ไม่ช้าเกินไป คนหลายคนเปลี่ยนแปลงสถานะของตัวเองเร็วเกินไป ผลที่ตามมาคือความไม่พร้อมที่จะรับการเปลี่ยนแปลงนั้น สุดท้ายก็ล้มเหลว ขณะที่บางคนก็ไม่ยอมเปลี่ยนแปลงตัวเองเสียที กว่าจะรู้ตัวว่าต้องเปลี่ยนแปลง ก็กลายเป็นว่าสูญเสียโอกาสหรือพ่ายแพ้ให้กับคู่แข่งไปเสียแล้ว

5. การเปลี่ยนแปลงนั้นเป็นที่ยอมรับและพร้อมสำหรับผู้ที่เกี่ยวข้อง

แน่นอนว่าการเปลี่ยนแปลงตัวเองอาจจะไม่ได้มีผลกับคนอื่นมากนัก แต่การเปลี่ยนแปลงบางอย่างอาจจะส่งผลกับคนอื่นด้วย เช่นการเปลี่ยนแปลงระบบงาน การเปลี่ยนแปลงวิธีการทำงาน ซึ่งควรจะได้รับความเห็นชอบจากทุกฝ่าย หากการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นด้วยการมัดมือชก โดยคนที่เกี่ยวข้องไม่เห็นชอบด้วยแล้ว ก็ยากที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงนั้นได้จริง นอกจากนี้้แล้ว ถ้าผู้ที่เกี่ยวข้องยังไม่พร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลงนั้น ก็ย่อมเป็นอุปสรรคที่ทำให้การเปลี่ยนแปลงไม่สำเร็จได้ง่ายเช่นเดียวกัน

การเปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่รอบตัวเราครับ 5 ข้อข้างต้นนั้นเป็นไอเดียคร่าวๆ ของผมที่นึกขึ้นมาในวันนี้ว่าถ้าเราจะต้อง “เปลี่ยน” แล้ว เราควรคิดอะไรบ้าง ใครคิดอะไรมากกว่านี้ก็มาแชร์กันได้นะครับ