ในช่วงปีสองปีนี้น่าจะเป็นปีที่เรามีความเคลื่อนไหวของการตลาดดิจิทัลกันพอสมควร หลายๆ แบรนด์เริ่มเห็นชัดว่าการตลาดดิจิทัลไม่ใช่เรื่องเล่นๆ และควรลงมาทำกันอย่างจริงจังหลังจากที่หลายๆ คนรอดูเชิงแบรนด์อื่นเมื่อหลายปีก่อน 

ทีนี้เมื่อมีการเปลี่ยนแปลง มันก็ใช่ว่าทุกๆ องค์กรจะสามารถปรับตัวเข้าสู่โหมดการตลาดในยุคดิจิทัลกันได้เสียเมื่อไร จากประสบการณ์ของผมที่มีการพูดคุยกับหลายๆ คน ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนในวงการ เอเยนซี่ หรือกับคนที่ผมไปบรรยายด้วยนั้น ส่วนใหญ่มักติดปัญหาของ “การเปลี่ยนแปลง” กันอยู่ไม่มากก็น้อย บล็อกวันนี้ผมเลยขอหยิบ 8 สถานการณ์ที่มักจะเกิดขึ้นกับการเปลี่ยนแปลงขององค์กรในการทำการตลาดดิจิทัลมาเล่าสู่กันฟังแบบสนุกๆ หน่อยแล้วกันนะครับ

1. คนคิดว่าไม่ใช่เรื่องใหญ่

เคสนี้เกิดขึ้นเพราะผู้บริหารหรือคนทำงานที่เกี่ยวข้อง (เช่นแผนกการตลาด) คิดว่าการเปลี่ยนแปลงของตลาดในยุคดิจิทัลนั้นไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร มันก็แค่คนทำงานไปใช้อินเตอร์เนตมากขึ้นก็เท่านั้น มันไม่น่าจะส่งผลกระทบกับงานของเราหรอก

2. คนคิดว่ารับมือได้ง่ายดาย

เช่นเดียวกับการคิดว่าไม่ใช่เรื่องใหญ่ หลายๆ คนก็คิดว่าการรับมือการการตลาดยุคดิจิทัลก็คือการซื้อโฆษณาออนไลน์ให้มากขึ้น เอางบโฆษณามาลงกับการซื้อ Facebook Ad YouTube Ad ไม่ก็ไปทำแอพพลิเคชั่นขึ้นมาเพื่อจะสามารถบอกได้ว่าบริษัทของเรา “เข้าสู่ดิจิทัลแล้ว”

3. คนยังยึดติดกับการทำแบบเดิมๆ

การเกิดดิจิทัลมักถูกมองว่าเป็นงานงอกของหลายๆ คน และวิธีการแก้ปัญหาของหลายๆ องค์กรคือการตั้งแผนกดิจิทัลมาให้บริหารส่วนของ Website Social Media และบรรดา Online Campaign ต่างๆ ซึ่งก็กลายเป็นว่าแผนกนี้แยกส่วนจากแผนกเดิมที่ก็ทำงานแบบเดิม คิดงานแบบเดิม แล้วก็ปล่อยให้แผนกดิจิทัลทำหน้าที่ออนไลน์ไป

4. คนไม่ยอมรับและเรียนรู้ว่ามีอะไรที่เปลี่ยนแปลงไป

อันนี้เป็นเรื่องของคนบ้างที่ก็อาจจะรู้จากกระแสว่าดิจิทัลมาแล้ว (ไม่ใช่กำลังมา) แต่ก็ไม่อยากจะยอมรับว่ามันเป็นกระแส ไม่อยากยอมรับว่ามันมีอิทธิพลมากในปัจจุบัน ก็ยังคิดว่าทำเหมือนเดิมมันได้ผลดีอยู่แล้ว จะเปลี่ยนแปลงทำไม ทำงานแบบเก่ามาหลายปี มันก็เวิร์คมาตลอด ทำไมจะทำต่อไม่ได้ อีกอย่างคือก็ไม่ยอมจะเรียนรู้หรืออัพเดทว่าโลกไปไหนกันแล้ว เพราะคิดว่าที่ตัวเองทำนั้นดีพออยู่แล้ว

5. คนรู้ตัวว่าไม่รู้ แต่ก็ไม่ยอมหลีกทางให้คนรู้ได้ทำ

อีกประเภทที่เป็นปัญหาของหลายๆ องค์กรคือคนที่เป็นหัวหน้าหรือผู้บริหารก็ไม่ได้มีความรู้เรื่องดิจิทัล ไม่ได้เข้าใจกลยุทธ์ธุรกิจและวิธีการทำงานแบบดิจิทัล แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ยอมให้คนที่รู้เรื่องหรือคนที่เข้าใจเป็นคนมีอำนาจการตัดสินใจ ผลสุดท้ายก็กลายเป็นว่าเอาคนไม่รู้เรื่องมาตัดสินงานซึ่งก็กลับไปใช้เกณฑ์แบบเก่าที่ไม่สอดคล้องกับสภาวะการณ์ใหม่เสียอย่างนั้น

6. คนไม่รู้ตัวว่าไม่รู้ แถมไม่ยอมฟังคนที่รู้มาเตือน

ที่หนักกว่าคือกรณีนี้ คือประเภทคิดว่าตัวเองรู้เรื่องดีแล้ว พอมีคนมาทักท้วง เตือน หรือพยายามจะอัพเดทให้ (เช่นบรรดาเอเยนซี่พยายามจะอธิบายกับลูกค้า) ก็กลายเป็นว่าไม่ฟังและทึกทักว่าสิ่งที่ตัวเองรู้นั้นดีกว่าไปเสียอย่างนั้น

7. คนคิดไปเองว่ารู้

ข้อนี้ก็จะคล้ายๆ กับข้อที่แล้ว คือบางคนคิดว่าการที่ตัวเองมี Facebook ดู Video บน YouTube แสดงว่าเป็นพฤติกรรมคนดิจิทัลแล้ว เราเข้าใจโลกดิจิทัลดีแล้ว ฉะนั้นมันไม่ใช่เรื่องยากอะไรเลย แต่ก็กลับกลายเป็นว่าพอทำงานจริงกลับไม่สามารถวางกลยุทธ์ดิจิทัลได้เพราะใช้วิธีคิดแบบเดิมมาวางแผนไปเสียนี่

8. คนคิดว่าไม่ใช่หน้าที่ของตัวเอง

อันนี้ก็เป็นเรื่องเหนื่อยใจขององค์กรเหมือนกัน เพราะพอมีการเข้าสู่การตลาดดิจิทัลแล้ว หลายๆ คนก็มองว่ามันไม่ใช่หน้าที่ของตัวเอง มันเป็นหน้าที่ของแผนกออนไลน์ จนลืมคิดไปว่าการตลาดดิจิทัลนั้นไม่ใช่เรื่องของการ “ซื้อสื่อ” แต่เป็นการบูรณาการระบบการตลาดกันใหม่ (และอาจจะไปถึงธุจกิจกันเลยด้วย)

อันจริงๆ มันก็มีอีกหลายสถานการณ์ที่เรามักหยิบมาเล่าสู่กันฟังบ่อยๆ ในวงการ ของใครเจอข้อไหนก็แชร์ๆ กันได้นะครับ