สำหรับคนทำ Facebook Page นั้น หนึ่งในเป้าหมายสำคัญคือการให้คอนเทนต์ถูกแชร์หรือมีปฏิสัมพันธ์มาก เพื่อที่จะได้มีการเผยแพร่ไปยังเครือข่ายที่มีอยู่ของบรรดาแฟนๆ ซึ่งนั่นก็ทำให้หลายๆ เพจพยายามค้นหาว่าคอนเทนต์แบบไหนบ้างที่น่าจะ “เวิร์ค”

ล่าสุดทาง National Public Radio ก็ได้ทำการศึกษา รวบรวมข้อมูล และสรุปออกมาว่าคอนเทนต์ 9 ประเภทที่จะได้สร้าง Engagement ได้ดีบน Faceobook นั้นมีอะไรบ้าง เราลองมาดูรายละเอียดกันนะครับ

1. Place Explainer (แนะนำสถานที่ต่างๆ)

เหตุผลที่คอนเทนต์แบบนี้ได้รับความนิยม ก็เพราะว่าในเมืองต่างๆ นั้นมีสถานที่มากมายที่คนทั่วไปอาจจะไม่รู้จัก บ้างก็อาจจะเห็นแต่ก็ไม่เคยรู้ในรายละเอียด การหยิบสถานที่เหล่านี้มาอธิบาย ชี้ให้เห็นคุณค่า เล่าประวัติความเป็นมา ย่อมสามารถดึงความสนใจ พร้อมๆ กับง่ายต่อการเชื่อมโยงกับคนที่อ่านซึ่งเป็นคนที่รู้จักมักคุ้นกับสถานที่ดังกล่าวเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ความใกล้ชิดระหว่างผู้เสพกับคอนเทนต์เลยเป็นปัจจัยเกื้อหนุนให้คนอยากมาปฏิสัมพันธ์กับคอนเทนต์ประเภทนี้

2. Crowded Pleaser (การยินดีของมวลชน)

ความรู้สึกร่วมกันของมวลชนเป็นอะไรที่ยิ่งใหญ่และทรงพลัง ซึ่งนั่นไม่แปลกเลยที่คอนเทนต์หรือเรื่องราวหลายอย่างจะได้รับการตอบรับค่อนข้างสูง เช่นคอนเทนต์เชิงชาตินิยม รักท้องถิ่น เรื่องราวที่ให้เกิดความภาคภูมิใจในบ้านเกิดของผู้อ่าน หรือแม้กระทั่งการยินดีกับนักกีฬาที่คว้าชัยได้เป็นต้น เนื่องจากการมีรู้สึกร่วมกับคอนเทนต์ดังกล่าว (เพราตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของสังคมนั้นๆ) จะเป็นตัวช่วยให้คนอยากเข้ามาไลค์หรือแชร์คอนเทนต์ได้ง่าย

3. Curiosity Simulator (การสร้างความสงสัย)

ถ้าทำให้กระจ่างแล้วคนไม่ค่อยสนใจเพราะเคลียร์หมดแล้ว อีกหนึ่งวิธีที่ได้ผลคือการสร้างความคลุมเครือ พิศวง ฉงน จนทำให้คุณต้องหยุดขบคิดเสียไม่ได้ คอนเทนต์ที่มีพาดหัวหรือภาพในลักษณะแบบนี้ก็จะดึงดูดคนได้ดีเช่นเดียวกัน เพราะธรรมชาติมนุษย์นั้นมีความอยากรู้อยากเห็น และอดไม่ได้ที่จะต้องไขความ “ข้องใจ” ให้จนได้

4. News Explainer (การอธิบายข่าว)

มนุษย์เราล้วนมีความต้องการอัพเดทข่าวสารใหม่ๆ อย่างสม่ำเสมอ แต่ภายใต้กระแสข่าวที่รวดเร็วนั้น การอัพเดทโดย “อธิบาย” ว่าข่าวนั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร มีผลอย่างไร น่าสนใจตรงไหน จะกลายเป็นคอนเทนต์ที่คนต้องการมากเสียกว่าตัวข่าวที่เร็วแต่ไม่มีรายละเอียดเสียอีก

5. Major Breaking News (ข่าวดัง)

ข่าวดังแบบกระทันหันย่อมได้รับความนิยมจากคนที่ติดตามอยู่แล้ว เพราะข่าวประเภทนี้นั้นมักสร้างความตื่นเต้นตกใจให้กับคนอ่านพอสมควรและชวนเชิญให้พวกเขารีบกระจายข่าวบอกคนอื่นให้เร็วที่สุด (และมากที่สุด) ด้วย ลองดูอย่างกรณี แผ่นดินไหว หรือเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันก็ได้ครับ เราจะเจอคอนเทนต์แบบนี้แชร์กันอย่างรวดเร็วเต็ม newsfeed กันเลยทีเดียว

6. Feel Good Smilers (คอนเทนต์ชวนยิ้ม)

ความสุข ความสนุก เป็นอะไรที่คนเราชอบ แถมการเล่น Facebook ส่วนหนึ่งก็เพื่อคลายความเครียดความกังวล การเจอคอนเทนต์ที่เห็นแล้วยิ้มแย้ม มีความสุข น่ารัก ฯลฯ ก็ไม่แปลกที่คนจะอยากกดไลค์กดแชร์กันทั้งนั้น ดังที่เราเห็นได้จากเพจมากมายมักหารูปน้องหมาน้องแมวน่ารักๆ มาขอไลค์จากแฟนๆ นั่นแหละครับ

7. Topical Buzzers (เทรนด์สนทนาตอนนั้น)

ยิ่งถ้าช่วงเวลาดังกล่าวนั้นมีการพูดถึงอะไรเป็นพิเศษ คอนเทนต์ที่มีเนื้อหาเกี่ยวโยงก็จะได้รับการปฏิสัมพันธ์ไปโดยปริยาย ซึ่งจะว่าไปแล้วมันก็คล้ายๆ กับการเกาะกระแสนั่นเอง ดูตัวอย่างได้อย่างการเกิดของ #แรงเงา หรือ #thevoiceth ที่ช่วงเวลาดังกล่าวมีเพจแชร์คอนเทนต์แบบนี้เยอะทีเดียวเชียวล่ะ

8. Provocative Controversies (การโต้เถียงที่รุนแรง)

ถ้าคุยกันดีๆ แบบสงบสุข โลกสวย แล้วไม่เวิร์ค การสวนทางกลับด้วยการโต้เถียงอย่างดุเดืิอด ดราม่า ก็เป็นอีกทางที่ได้ผลไม่แพ้กัน เพราะยิ่งมีการโต้เถียงได้ดุเดือดแค่ไหน คนก็จะยิ่งอยากอ่านตามไป แถมถ้าการโต้เถียงนั้นเป็นบทสนทนาในโพสต์นั้นๆ แล้ว คนที่เข้ามาอ่านก็จะยิ่งอยากแชร์ต่อให้เพื่อนๆ เข้ามาร่วมติดตาม หรือไม่ก็กระโดดลงไปแจมในวงสนทนาเดือดๆ นั้นด้วย

9. Awe-Inspiring Visual (ภาพเจ๋ง)

ภาพยังเป็นองค์ประกอบสำคัญของคอนเทนต์ เพราะมันคือจุดดึงสายตาให้คนมอง ให้เตะตาและไม่มองข้ามคอนเทนต์นั้นๆ ไป (โดยเฉพาะกับยุคที่เรามีคอนเทนต์ทะลัก newsfeed) การเลือกรูปอย่างฉลาดจึงเป็นอีกหนึ่งทางที่ทำให้คอนเทนต์ถูกแชร์และบอกต่อได้

รายละเอียดอื่นๆ ของการรวบรวมข้อมูลนี้ ก็สามารถอ่านต่อได้ที่เว็บไซต์ของ NPR ได้เลยครับ

สำหรับข้อมูลดังกล่าวนั้น จะเห็นได้ว่ามีส่วนจริงมากพอสมควร ถ้าแบรนด์หรือเพจไหนอยากลองเอาไปปรับใช้เพื่อเพิ่ม Edgerank ให้กับเพจตัวเองแล้วล่ะก็ ลองดูกันได้นะครับ