แนวโน้มของการซื้อสินค้าออนไลน์นั้นก็เป็นเรื่องที่โตขึ้นในทุกๆ ปีตั้งแต่เรามีช่องทางการซื้อของออนไลน์ที่เพิ่มขึ้น ง่ายขึ้น สะดวกขึ้น อีกทั้งสถานการณ์ปัจจุบันยังเร่งให้คนจำนวนมากต้องหันไปใช้จ่ายทางออนไลน์มากขึ้นด้วย และนั่นทำให้บรรดาเทศกาลใหญ่ๆ ก็มีแนวโน้มที่คนจะใช้จ่ายมากขึ้นไปอีก (อย่างของไทยก็เช่นบรรดา 9.9 / 10.10 / 11.11) โดยในปีนี้นั้น ทาง Adobe ก็ได้ประเมินว่ายอดการซื้อของออนไลน์ในช่วงวันหยุดปลายปี 2563 จะมียอดมูลค่ารวมกว่า 1.89 แสนล้านเหรียญเลยทีเดียว

ทั้งนี้ ทาง Adobe คาดการณ์ว่ายอดขายออนไลน์ช่วงวันหยุดของสหรัฐฯ จะมีมูลค่ารวม 1.89 แสนล้านดอลลาร์ ทำลายสถิติก่อนหน้านี้ทั้งหมดโดยเพิ่มขึ้น 33% เมื่อเทียบกับปีก่อน เทียบเท่ากับการเติบโตถึงสองปีในช่วงระยะเวลาแค่หนึ่งฤดูกาล หากรัฐบาลสหรัฐฯ ประกาศมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอีกครั้ง ขณะที่ร้านค้าออฟไลน์ต้องปิดตัวลงในพื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศ คาดว่าผู้บริโภคจะหันมาใช้จ่ายทางออนไลน์เพิ่มขึ้นอีก 1.1 หมื่นล้านดอลลาร์ทำให้มูลค่ารวมแตะ 2 แสนล้านดอลลาร์ (เพิ่มขึ้น 47% เมื่อเทียบกับปีก่อน)

Adobe คาดว่าเทศกาลลดล้างสต็อกออนไลน์ (วันขอบคุณพระเจ้า – Cyber Monday) ในปีนี้ อาจเปลี่ยนจาก Cyber Week ไปเป็น Cyber Months ซึ่งกินเวลาตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนและธันวาคม:

  • เดลี่เรคคอร์ด: ยอดขายออนไลน์จะทะลุ 2,000 ล้านดอลลาร์ทุกวัน ระหว่างวันที่ 1-21พ.ย. และเพิ่มขึ้นเป็น 3,000 ล้านดอลลาร์ต่อวันตั้งแต่วันที่ 22 พ.ย. – 3 ธ.ค.
  • Black Friday, Cyber Monday: คาดว่าช่วง Black Friday จะสร้างยอดขายออนไลน์ 10,000 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 39% เทียบกับปีก่อน ขณะที่ Cyber Monday จะยังคงเป็นวันช้อปปิ้งออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดของปีโดยมีมูลค่า 12,700 ล้านดอลลาร์เพิ่มขึ้น 35% เมื่อเทียบกับปีก่อน
  • ส่วนแบ่งสมาร์ทโฟน: ชาวอเมริกันจะใช้จ่ายมากกว่า 28,100 ล้านดอลลาร์ผ่านสมาร์ทโฟนเมื่อเทียบกับปี 2019 ซึ่งคิดเป็น 42% ของยอดขายออนไลน์ทั้งหมด เพิ่มขึ้น 55% เมื่อเทียบกับปีก่อน
  • ผู้ค้าปลีกรายย่อยและรายใหญ่: ผู้ค้าปลีกรายย่อย (ที่มีรายได้จากการขายสินค้าออนไลน์ 10 – 50 ล้านดอลลาร์ต่อปี) มีแนวโน้มจะมีรายได้เพิ่มขึ้น 107% เทียบกับผู้ค้าปลีกรายใหญ่ (เพิ่มขึ้น 84%) รายละเอียดเพิ่มเติมด้านล่าง
  • ของขวัญ/ ของเล่นที่มีการคาดการณ์ว่าจะทำยอดขายมากที่สุด: Rainbocorns, Cutetitos, Little Live Pets, ของเล่น Star Wars และชุดเลโก้ วิดีโอเกม: Cyberpunk 2077, Call of Duty: Black Ops Cold War, Spider-Man: Miles Morales, Mario Kart Home Circuit, Super Mario 3D All Stars เกมคอนโซล: PlayStation 5, Xbox Series X, Nintendo Switch
  • ผู้ซื้อรายใหม่: อะโดบีคาดว่า 9% ของลูกค้าในช่วงวันหยุดทั้งหมดจะเป็นผู้ซื้อออนไลน์รายใหม่เนื่องจากการแพร่ระบาดของไวรัส และคาดว่าอัตรา Conversion จะเพิ่มขึ้นอย่างมากถึง 13% มูลค่าการสั่งซื้อเฉลี่ย (AOV) คาดว่าจะทรงตัว YoY
  • สัปดาห์การเลือกตั้ง (1-7 พ.ย. ) ยอดขายออนไลน์จะทำสถิติถึง 1,630 ล้านดอลลาร์ หลังการเลือกตั้งยอดขายออนไลน์จะเติบโตช้ากว่าสัปดาห์ปกติ 11%

ข้อมูลการคาดการณ์เพิ่มเติมที่น่าสนใจ:

  • Cyber Week กลายเป็น Cyber Months: ในช่วงสัปดาห์ก่อนถึงวันหยุดสุดสัปดาห์ของวันขอบคุณพระเจ้า (1-22 พฤศจิกายน) อะโดบีคาดการณ์ว่าผู้บริโภคจะใช้จ่ายสูงถึง 56,000 ล้านดอลลาร์ โดยเพิ่มขึ้น 37% เมื่อเทียบกับปีก่อน ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับความล่าช้าในการจัดส่ง ความต้องการสินค้า และสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจที่ไม่แน่นอน ผู้ค้าปลีกจะเริ่มขายของเร็วขึ้นในซีซั่นนี้ ผู้บริโภคจำนวน 33% วางแผนที่จะช้อปปิ้งในช่วงวันหยุดให้เสร็จสิ้นภายในเทศกาล Black Friday
  • ส่วนลดก่อนกำหนดในเดือนพฤศจิกายน: การลดราคาช่วงวันหยุดจะเริ่มภายในสองสัปดาห์แรกของเดือนพฤศจิกายน และจะลดราคามากที่สุดในช่วง Black Friday จนถึง Cyber Monday:
    • Black Friday จะเป็นวันที่ดีที่สุดในการรับส่วนลดเครื่องใช้ไฟฟ้า (ลดโดยเฉลี่ย 11%) และทีวี (19%)
    • จากแคมเปญ Small Business Saturday (วันที่ 28 พ.ย. วันเสาร์หลังวันขอบคุณพระเจ้า) คาดว่าส่วนลดที่สูงสุดจะเป็นสินค้าคอมพิวเตอร์ (18%)
  • ตัวเลือกการจัดส่งที่ฟรี และราคาไม่แพงจะเป็นที่ต้องการอย่างมากของผู้บริโภค:
    • ผู้บริโภค 64% กล่าวว่าพวกเขาจะไม่จ่ายเงินสำหรับการจัดส่งแบบเร่งด่วนในปีนี้ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณไปยังผู้ค้าปลีกว่าต้องแจ้งวันที่ตัดค่าจัดส่งฟรี (free shipping cut-off dates) ล่วงหน้า
    • ผู้ค้าปลีกจะเสนอตัวเลือกการจัดส่งที่ถูกที่สุดในวันถัดจาก Cyber Monday
    • แทนการพบปะเพื่อนฝูงและครอบครัวในปีนี้ ชาวอเมริกันคาดว่าจะใช้จ่ายเพิ่มขึ้น18% สำหรับของขวัญที่ส่งตรงจากร้านค้าปลีกไปให้กับบุคคลที่พวกเขาอาจไม่ได้เจอด้วยตนเอง
  • ปรากฎการณ์ซื้อพร้อมส่ง ยังคงเป็นตัวเลือกยอดนิยมท่ามกลางความกังวลในการจับจ่ายในร้าน: BOPIS (ซื้อทางออนไลน์ รับที่ร้านค้า) ซึ่งรวมถึงบริการซื้อพร้อมจัดส่งจะมียอดสั่งซื้อเพิ่มขึ้นกว่า 40% เมื่อเทียบกับปี 2019 เนื่องจากผู้คนตื่นตระหนกในการซื้อสินค้าช่วงสัปดาห์ก่อนถึงคริสต์มาส BOPIS ถูกคาดการณ์ว่าจะมียอดสั่งซื้อสูงสุด 50 เปอร์เซ็นต์ของคำสั่งซื้อทั้งหมดในร้านค้าปลีกที่ให้บริการ BOPIS
  • ข่าวดีสำหรับผู้ค้าปลีกรายย่อย:
    • ผู้ค้าปลีกรายย่อย (รายได้ออนไลน์ 10 ล้านเหรียญ – 50 ล้านเหรียญสหรัฐต่อปี) จะได้รับรายได้เพิ่มขึ้น (เพิ่มขึ้น 107%) เทียบกับผู้ค้าปลีกรายใหญ่ที่เพิ่มขึ้นเพียง 84% (รายได้ออนไลน์ต่อปีมากกว่า 1 พันล้านเหรียญสหรัฐ)
    • อย่างไรก็ตามผู้ค้าปลีกรายใหญ่จะยังครองตำแหน่งในตลาดออนไลน์ โดยยอดขายออนไลน์ที่เติบโต 55% ปีต่อปี และร้านค้าปลีกขนาดเล็กจะโต 8% 
    • ผู้บริโภค 51% วางแผนให้การสนับสนุนผู้ค้าปลีกรายย่อยในแคมเปญ Small Business Saturday และ 38% วางแผนที่จะซื้อสินค้าที่ร้านค้าปลีกขนาดเล็กตลอดทั้งฤดูกาล