ในขณะที่ทั่วโลกกำลังระทึกกับเหตุการณ์ Polar Vortex ที่ทำให้ประเทศสหรัฐฯ เหมือนตกอยู่ในยุคน้ำแข็งกันจนมีภาพให้ฮือฮาเต็มออนไลน์นั้น ก็มีหลายๆ แบรนด์ที่ใช้วิกฤตดังกล่าวสร้างคอนเทนต์เจ๋งๆ ออกมาซึ่งเป็นการทำ Real-Time Marketing ที่เวิร์คอยู่ทีเดียว โดย ignitesocial ได้รวบรวมเอาไว้ดังต่อไปนี้ครับ

GamesofThronesVortex

Game of Throne: แม้ว่าตัวซีรี่ย์จะยังไม่ได้ฉาย แต่ด้วยตัวเรื่องที่มีตัวละครสำคัญเกี่ยวข้องกับความหนาวเย็นอย่าง White Walker จึงไม่แปลกที่ตัวเพจจะเอามันมาเล่นกับเหล่าแฟนๆ ซึ่งแม้ว่ามันจะไม่ใช่ Shareable Content สักเท่าไร แต่มันเป็น Likeable Content ระดับพรีเมี่ยมเลยทีเดียวเชียว

Wendys-on-Twitter

Wendy’s ซึ่งเป็นแฟรนไชส์แฮมเบอร์เกอร์เอาภาพจากแอพบอกสภาพอากาศมาเล่นโดยตัดต่อภาพสินค้าตัวเองเข้าไปเพื่อชูจุดขายของตัวผลิตภัณฑ์ ซึ่งก็ถือว่าเป็นลูกเล่นเก๋ๆ อยู่ไม่น้อยเพราะช่วง Polar Vortex  นั้นเราจะเห็นคนจำนวนมากแชร์ภาพ Weather App กันเต็มไปหมด (ขนาดเมืองไทยยังแชร์กันทุกเช้าเลย :P)

vogue-polar-vortex

Vogue Magazine: หนึ่งในนิตยสารแฟชั่นต้องท้อปของโลกเองก็มีไอเดียเก๋ๆ อยู่ไม่น้อยโดยไปหาภาพแฟชั่นที่อยู่ภายใต้ธีมของหนาวเย็นแบบยะเยือกมารีบขึ้นพร้อมกับก๊อปปี้อิงสถานการณ์ (สังเกตว่ามีการใช้ #hashtag ด้วย)

elle-alexander-skarsgard

ELLE Magazine: ไม่ยอมน้อยหน้าเช่นกัน เพราะ ELLE เองก็นำคอลเลคชั่นภาพเจ๋งๆ ในบรรยกาศหนาวเย็นมาเป็นคอนเทนต์ที่เล่นกับความรู้สึกของคนทันที

Ben-Jerrys-polar-vortex

Ben & Jerry’s: แบรนด์ไอศกรีมคงเป็นอีกหนึ่งแบรนด์ที่น่าจะใช้จังหวะนี้ได้ดี อย่าง Ben & Jerry’s ที่รีบใช้ความหนาวเย็นมาเป็น Context แล้วเอาผลิตภัณฑ์ของตัวเองมาอยู่ใน Conrext นั้น

เกร็ดน่าเรียนรู้

  • Real Time Marketing เป็นอีกเทรนด์หนึ่งที่ควบคู่มากับ Content Marketing เพราะการที่แบรนด์มืสื่อของตัวเองสามารถจะโพสต์คอนเทนต์ได้ทันที (หากผลิตทัน) ซึ่งสามารถช่วงชิงโอกาสที่เกิดขึ้นจากบริบทของสถานการณ์เพื่อสร้าง Engagement กับคนได้
  • คำว่า Engagement ที่ว่านั้น ไม่ใช่แค่การเรียก Like หรือ Share เฉยๆ แต่หากพิจารณาดูแล้ว สิ่งที่แบรนด์ต่างๆ ทำคือการชี้ให้เห็นว่าสินค้า/ตัวแบรนด์มีความเชื่อมโยงกับสถานการณ์จริงๆ ซึ่งยิ่งมีความเชื่อมโยงและสร้างการ Recall ได้มาก ก็จะมี Engagement สูงตามไป
  • ถ้าสังเกตแล้ว คอนเทนต์เหล่านี้อาจจะไม่ใช่ Shareable Content สักเท่าไรด้วยลักษณะเนื้อหาที่เน้นการไปกระตุ้นความรู้สึกกับกลุ่มเป้าหมายเสียมากกว่า อย่างของ Game of Throne ที่มี Like ถล่มทลายแต่แชร์ไม่ได้เยอะอะไรนัก ซึ่งก็ไม่น่าแปลกอะไรเพราะคอนเทนต์คงทำให้คนดูแบบ “เออจริงว่ะ” แล้วก็กดไลค์