ทุกวันนี้ใครๆ ก็ล้วนออกมาเป็น Publisher กันเต็มไปหมด มีการเปิด Facebook Page กันอย่างล้นหลาม ไหนจะเรื่องการทำเว็บไซต์ บล็อก ฯลฯ เรียกได้ว่าน่าจะเป็นยุคสมัยที่เรามีคนผลิตคอนเทนต์กันเยอะที่สุดเลยก็ว่าได้ (หากไม่นับอนาคตที่คงมีเพิ่มขึ้นไปอีก)

ส่วนหนึ่งก็ต้องยอมรับว่าการเป็นสื่อออนไลน์ในวันนี้ไม่ใช่เรื่องยาก แถมมีโอกาสในการสร้างรายได้ค่อนข้างเยอะเพราะแบรนด์ค่างๆ ก็เริ่มโยกเม็ดเงินมาสู่โลกออนไลน์ซึ่งเป็นโลกที่คนรุ่นใหม่ใช้เวลากับมันมากกว่าโลกเดิมอย่างทีวีและหนังสือพิมพ์

แต่ปัญหาที่ตามมาคือตอนนี้เราพบว่าคอนเทนต์จาก Publisher เหล่านี้เข้าสู่ภาวะที่ “ล้น” แถมกลายเป็นว่าคอนเทนต์จากหลายๆ ที่นั้นดันมีเนื้อหาเหมือนกัน ใกล้เคียงกัน แทบจะแยกแยะไม่ออกถ้าหากไม่ได้เพ่งดูชื่อคนโพสต์หรือดู URL ของเว็บที่เป็นปลายทางของลิงค์

ซึ่งมันก็คงไม่แปลกอะไรเพราะถ้าจะว่าไปแล้วนั้น มันก็คือการเดินตาม “สูตรสำเร็จ” ที่มีการเรียนรู้และสร้างให้กลายเป็นรูปแบบมาตรฐานในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา เช่นการสร้างเนื้อหาประเภท How-to การพาดหัวข่าวโดยใช้วิธีการเขียนให้เป็น List หรือเทคนิคการเขียน Copy ต่างๆ เพราะเทคนิคเหล่านี้ล้วนสร้าง “ยอดคลิก” และ “คนดู” ได้อย่างรวดเร็ว

แต่คำถามคือ ถ้าใครๆ ก็ทำในแบบเดียวกัน แล้วคนอ่านจะแยกออกหรือเปล่าว่าคอนเทนต์นั้นเป็นของใคร?

ทำไมการทำ Branding ถึงสำคัญ?

ประเด็นที่ตอนนี้ผมเริ่มพูดบ่อยๆ กับ Publisher ที่รู้จักคือพอ “ใครๆ ก็ทำ” แล้วเราจะแตกต่างจากคนอื่นได้อย่างไร?

ทีนี้หลายๆ คนก็จะถามต่อว่าแล้วทำไมจะต้องแตกต่าง? ก็ลองมาลิสต์เหตุผลกันง่ายๆ ดูนะครับ

  • อย่างแรกๆ คือทำให้คนอ่าน “จดจำ” คุณได้ง่ายขึ้น
  • การจดจำนั้นจะนำไปสู่การทำให้พวกเขา “แยก” คุณออกจากคนอื่นได้
  • และแน่นอนว่ามันนำไปสู่การที่ทำให้คนอ่านมีโอกาสที่จะมีปฏิสัมพันธ์กับตัว Publisher มากขึ้น
  • นอกจากนี้แล้วยังเป็นเรื่องการสร้าง “ภาพจำ” และ “ตัวตน” ของ Publisher ในระยะยาว ที่จะมีผลในการติดตามของคนอ่านที่มากกว่าการมาอ่านชั่วครั้งชั่วคราว

ที่ผมพูดประเด็นนี้เพราะถึงจุดหนึ่งแล้ว ตัว Publisher ก็คงจะไม่ได้ขาย “Traffic” สำหรับการโฆษณาเพียงอย่างเดียว (เพราะไม่อย่างนั้นก็ต้องมานั่งปั้ม Traffic กันตลอดไป) แต่มันจะไปสู่การขาย “แบรนด์” ของตัวเองเช่นเดียวกับที่กลุ่มคนอ่านก็จะมองหา Publisher “คู่ใจ” อีกด้วย

เราต้องยอมรับว่าพอเรามีคอนเทนต์มากมายมหาศาลนั้น สิ่งหนึ่งที่คนทำคอนเทนต์ล้วนต้องแข่งกันคือการ “แย่งคนดู” และถ้าคนดูนั้นมาชั่วครั้งชั่วคราวโดยที่จดจำเราไม่ได้ มันก็จะเหนื่อยกับการที่ตัว Publisher จะต้องปั้มคอนเทนต์ออกมาตลอดเวลา แต่หากเมื่อไรก็ตามที่ตัว Publisher กลายเป็น “ที่จดจำ” และ “ที่น่าติดตาม” แล้ว โอกาสที่จะสร้างฐานคนอ่านที่ภักดีก็ง่ายขึ้น แถมยังสามารถต่อยอดไปสู่สิ่งอื่นได้ เช่นการทำกิจกรรม การขยายไลน์ธุรกิจ ฯลฯ

ลองคิดกันง่ายๆ ว่าถ้าสมมติเขารู้จักและจดจำ “อัตลักษณ์” ของคุณได้ ในวันที่เขาต้องเลื่อนหน้าจอ News Feed ที่เต็มไปด้วยคอนเทนต์นั้น เขาสามารถสะดุดสายตากับคอนเทนต์ของคุณและรู้ว่าเป็นของคุณในชั่วเสี้ยววินาที อย่างน้อยมันก็อาจจะทำให้เขาหยุดอ่านและดูว่าวันนี้คุณกำลังจะพูดเรื่องอะไร (ในกรณีที่เขาอยากติดตามคุณน่ะนะ)

แล้วเราจะทำ Branding อะไรบนหน้า Timeline

นอกจากเรื่องการสร้าง “ฐานคนตาม” บนสื่อออนไลน์อย่างการเพิ่มคนกดไลค์ กด Follow แล้ว การทำ Branding ให้กับตัวคอนเทนต์ที่ผลิตออกมานั้นก็สำคัญไม่ใช่น้อย เพราะมันคือการตีกรอบและสร้างภาพที่ “น่าจดจำ” ให้กับคนอ่าน ไม่ว่าจะเป็น

  • กลุ่มของเนื้อหาที่หยิบมานำเสนอ
  • วิธีการพาดหัว การเลือกใช้คำ
  • ลักษณะของภาพที่ใช้โพสต์ (ในลิงค์)
  • การทำ Graphic ของภาพ (หรือที่เราเรียกกันว่า CI นั่นแหละ)
  • วิธีการเล่า วิธีการบรรยาย
  • ฯลฯ

สำหรับผมนั้น คนทำคอนเทนต์ควรคิดเรื่อง “แบรนด์” ของตัวเองอยู่ตลอด ไม่ว่าจะเป็นในแง่ภาพใหญ่อย่างเนื้อหาที่ตัวเองจะพูด ไปจนถึงรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่ประกอบกัน เพราะมันคือการช่วงชิงโอกาสที่จะสร้าง “ความทรงจำ” ให้กับคนอ่านว่าคุณเป็นใคร และทำไมเขาถึงควรติดตามคุณ

เพราะไม่อย่างนั้นถ้าวันหนึ่งเรามีคนเทนต์ล้นตลาดแล้วเราไม่แตกต่างอะไรจากคนอื่น วันหนึ่งเราหายไปเขาก็คงไม่รู้สึกอะไร เช่นเดียวกับการที่เขาก็คงไม่รู้สึกอะไรกับที่เราอยู่ปนกับคนอื่น เพราะก็ไม่ได้มีอะไรให้น่าจดจำนั่นแหละครับ