วันนี้ผมไปพูดที่เวทีงาน Thailand Digital & E-Business Trends (ใครอยากดูว่างานมีอะไรบ้างก็ไปดูกันที่ได้ YouTube นะครับ) แล้วมีเรื่องหนึ่งที่ผมยกมาพูดซึ่งอาจจะดูสวนทางกับช่วงที่กระแสการตลาดดิจิทัลกำลังมาแรงอยู่เสียหน่อย นั่นคือธุรกิจและแบรนด์ควรจะหยุดวิ่งแล้วถอยกลับมาเดินดูเสียบ้าง

ที่พูดอย่างนี้เพราะกระแสออนไลน์กำลังมาแรงจริงๆ จนหลายๆ คนกุลีกุจอกระโดดลงสนามออนไลน์ เทงบประมาณกันมากมาย ปั้มเพจและ Traffic พร้อมกับตื่นตาตื่นใจกับจำนวนตัวเลขที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่หลายๆ ทีเรากลับพบว่าการกระโดดลงมานี้ยังขาดการเตรียมตัวที่พร้อม

แล้วไหนที่เทรนด์หรือศัพท์ใหม่ๆ ก็เพิ่มเข้ามาเรื่อยๆ เช่นการทำ Omni Channel E-Commernce Big Data Real-Time Targetting Social Listening ฯลฯ จนทำให้หลายๆ คนพยายามจะถีบตัวเองไปลองใช้เครื่องมือกันเพื่อเป็น “ผู้นำ” ในตลาดออนไลน์กันเสียให้ได้

แต่เอาจริงๆ แล้ว ผมมานั่งคิดๆ ดูและมองสถานการณ์ดังกล่าวก็พบเรื่องน่าเป็นห่วงอยู่ไม่น้อย เพราะหลายๆ แบรนด์ก็พยายามจะ “วิ่ง” จนลืมมองไปว่าตัวเองยังไม่พร้อม ขาดการวางแผนที่ดีพอ ไหนจะเรื่องคนและทีมงานต่างๆ รวมไปถึง Mindset ของคนในองค์กรที่ยังขาดความเข้าใจกันจริงๆ ว่าการทำการตลาดดิจิทัลคืออะไร

และนั่นกลับมาว่าหลายๆ องค์กรยังขาดการวาง Digital Strategy ที่ชัดเจน มีการกำหนดเป้าหมายที่ถูกต้อง ไล่ไปจนถึงตัว Execution ต่างๆ และการวัดผลอย่างที่ควรจะเป็น

ผลก็เลยกลายเป็นว่าหลายๆ องค์กรไปตกม้าตายกันกลางทางบ้าง ไม่ก็ไปหลงอยู่กับ KPI บางอย่างที่ก็อธิบายไม่ได้ว่าเป็นมูลค่าการตลาดกันยังไง มีประโยชน์และสร้างยอดขายจาก “การตลาด” กันยังไง

ที่ผมบอกว่าให้ผ่อนตัวเองมาเดินนั้น เพราะเอาจริงๆ คุณไม่จำเป็นต้องเป็นเบอร์หนึ่งในทุกๆ เรื่องเสมอไปก็ได้ หรือแม้กระทั่งการบอกว่าตัวเองเป็นคนที่ “มากที่สุด” ก็ไม่ได้แปลว่าจะประสบความสำเร็จเช่นกัน (โดยเฉพาะกับยุคดิจิทัลที่ตัวเลขต่างๆ สามารถเสกกันได้ด้วยเม็ดเงินนั่นแหละ)

การผ่อนตัวเองมาเดิน คือการที่นักการตลาดควรใช้เวลาสักนิด (หรือจริงๆ ควรจะเป็นเวลาจำนวนมากเสียด้วยซ้ำ) กับการวางแผนและเข้าใจกันอย่างทะลุว่าการตลาดดิจิทัลหรือบรรดาเทคนิคการตลาดที่คุณกำลังทำอยู่นั้นจะไปช่วยธุรกิจคุณได้ยังไง อย่าทำเพียงเพราะมีคนมาบอกให้คุณทำ หรือมีเครื่องมือเจ๋งๆ ออกมาในตลาดแล้วดูว้าวแต่เอาจริงๆ ไม่มีคนในองค์กรคุณจะใช้มัน

ถ้าเรากำลังพูดว่าการตลาดดิจิทัลคือการเรื่อง “การเปลี่ยนแปลง” เราก็คงต้องดูเรื่องของ Change Management กันอยู่พอสมควร เพราะนั่นหมายถึงการที่คนทำงานต่างๆ รวมทั้งตัวองค์กรเองก็ต้องมีการเปลี่ยนความคิด เปลี่ยนนโยบาย เปลี่ยนวิธีการทำงานตามไปด้วย และความสำเร็จนั้นคงไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะแค่การเปิด Facebook หรือสร้าง YouTube Channel กันแต่อย่างใด

บล็อกวันนี้ผมอาจจะเขียนสั้นๆ แต่มันเป็นส่วนหนึ่งของความคิดเห็นของผมต่อกระแสการตลาดดิจิทัลวันนี้ ที่หลายๆ คนอาจจะบอกว่าเราต้องกระโดดลงไปแล้วนะ ต้องรีบทำโน่นทำนี่นะ แต่สิ่งที่เรามองข้ามไปคือหลายๆ คนยังไม่ได้พร้อมที่จะทำอย่างนั้น และยิ่งถ้าเราทำมันไปด้วยความไม่เข้าใจแล้ว มันก็จะกลายเป็นการสร้างปัญหาไปเสียอีกต่างหาก

ลองถามองค์กรและตัวคุณเองวันนี้ดูก็ได้นะครับ ว่าตอนนี้เราวิ่งเร็วเกินไปหรือเปล่า? ถ้าใช่ ลองลดความเร็วหรือหยุดคิดอะไรสักนิดก่อนอาจจะดีกว่าก็ได้นะครับ