เวลามีงานสัมนาการตลาดอะไรก็ตามนั้น เรื่องของ Updates & Trend ก็เป็นช่วงที่หลายๆ คนให้ความสนใจอยู่เสมอเพื่อจะดูว่าผู้จัดงาน (หรือผู้พูด) มีมุมมองอย่างไรกับอุตสาหรรม ซึ่งในงาน Adobe Symposium ก็มีช่วงที่พูดถึงเรื่องนี้ด้วยเช่นกัน โดยตัวเทรนด์ของ Advertising ในมุมมองของ Adobe มี 5 เรื่องหลักๆ ดังต่อไปนี้ครับ

1. AI

เรื่องนี้น่าจะเป็น BIG & HOT Topic ต่อจากนี้ เพราะความสามารถในการทำใช้ AI นั้นจะมากขึ้นเรื่อยๆ และสามารถเข้ามาจัดการหลายๆ อย่างของการตลาด อย่างเช่นการสั่งซื้อโฆษณาต่างๆ การแนะนำสินค้าหรือบริการ การทำ Budget Optimization ตลอดไปจนถึงการทำ Personalisation ระดับสูงด้วย

ข้อดีอย่างมากของการใช้ AI คือการที่ระบบปัญญาประดิษฐ์นี้จะมาเข้ามาทำงานหลายๆ อย่างที่กินเวลาและทรัพยากรแทนมนุษย์เพื่อให้เราสามารถนำเวลาและสมาธิไปทำสิ่งอื่นที่สำคัญมากกว่าเช่นการออกแบบหรืองานฝั่ง Creative เป็นต้น

2. Personalisation

เอาจริงๆ เรื่องของ Personalisation ไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับวงการสักเท่าไรแล้ว เพียงแต่ขีดจำกัดของเทคโนโลยีถูกเพิ่มขึ้นและนั่นทำให้การทำ Personalisation ยุคนี้ทำได้ลึกและซับซ้อนกว่าเดิมเพื่อจะนำเสนอคอนเทนต์หรือประสบการณ์ได้ตรงใจผู้บริโภคมากขึ้นเช่น

  • การใช้ประโยชน์จากข้อมูลเรื่อง Context อย่างสถานที่และเวลา
  • การใช้ประโยชน์จากข้อมูลเรื่องของประวัติการใช้งาน ความสนใจ และพฤติกรรม
  • การใช้ประโยชน์จากข้อมูลว่าประสบการณ์และคอนเทนต์ที่ได้ดูก่อนหน้า
  • ฯลฯ

จะเห็นว่าการมีข้อมูลที่มากขึ้นก็จะยิ่งทำให้ความสามารถของ Personalisation นั้นสูงมากขึ้นกว่าเดิมเรื่อยๆ และเราก็คงเป็นเทคนิคการทำ Personalisation ที่ซับซ้อนและมีประสิทธิภาพมากขึ้นเรื่อยๆ ด้วยเช่นกัน

3. Cross-Deivce Messaging

ข้อนี้เป็นเรื่องต่อเนื่องจากข้อก่อนหน้าด้วย เพราะระบบการเก็บข้อมูลต่างๆ ในปัจจุบันก็ฉลาดมากขึ้นพอที่จะรู้ได้ว่าผู้บริโภคใช้งานอุปกรณ์ใดอยู่และมีอุปกรณ์อะไรบ้างที่ใช้ และนั่นทำให้เห็นว่าแม้แต่ Digital Touchpoint นั้นก็มีความหลากหลายมากทั้งด้านประสบการณ์และเนื้อหาคอนเทนต์ที่จะเสพ

จุดนี้เองก็เป็นสิ่งที่นักการตลาดจะต้องเรียนรู้จะหาวิธีใช้ข้อมูลที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นเพื่อทำการระบุตัวบุคคลได้แม่นยำกว่าเดิม ทั้งนี้เพื่อให้ประสบการณ์ของผู้บริโภคที่มีการใช้งานข้ามอุปกรณ์นั้นเกิดความต่อเนื่อง ไม่ใช่เป็นการเห็นโฆษณาซ้ำซ้อนแบบเต่ก่อนอันเกิดมาจากเรายังไม่มีเทคโนโลยีที่ดีพอในการจับพฤติกรรมข้ามอุปกรณ์นั่นเอง

4. Brand Safety

ในวันที่ข้อมูลข่าวสารเกิดขึ้นบนโลกออนไลน์อย่างไม่หยุด นักการตลาดที่หวังจะใช้พื้นที่สื่อใหม่เหล่านี้ในการลงโฆษณาก็ต้องระวังภาพลักษณ์ของแบรนด์ด้วยเหมือนกันเนื่องจากการเกิดของเนื้อหานั้นรวดเร็วมากจนบางทีการส่งคอนเทนต์ไปลงอาจจะยังไม่ได้เกิดการตรวจสอบและนำมาสู่ความเสี่ยงต่อภาพลักษณ์ของแบรนด์ได้

เรื่องราวของ Brand Safety นี้ก็เป็นเรื่องที่หลายๆ แบรนด์ให้ความสำคัญเหมือนกันเพราะการลงโฆษณาบนช่องทางที่หลากหลายมากๆ บนโลกดิจิทัลนั้นต่างจากยุคสมัยก่อนที่ยังพอรู้ว่าโฆษณาไปขึ้นที่ใด และนั่นทำให้หลายๆ แบรนด์เองก็พยายามหาวิธีการตรวจสอบเพื่อจะป้องกันเคสที่ทำให้เกิดการเสียชื่อเสียงของแบรนด์ได้

5. Mobile Payment

เรากำลังเห็นว่า Mobile Device ไม่ใช่แค่ช่องทางในการค้นหาข้อมูลอีกต่อไป แต่ Mobile Device จะกลายเป็นจุดปิดการขายในลูปการตลาดมากขึ้นเรื่อยๆ โดยตอนนี้คนจำนวนมากก็เริ่มชินหรือคุ้นเคยกับการชำระเงินผ่านอุปกรณ์เหล่านี้กันแล้ว นอกจากนี้ตัว Mobile Payment ยังไม่ใช่แค่กับโลกออนไลน์เพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมไปถึงพฤติกรรมในโลกออฟไลน์ด้วยอย่างเช่นการชำระเงินที่หน้าร้าน การโอนเงิน ฯลฯ

ปัจจัยเรื่อง Mobile Payment ที่กำลังแพร่หลายนี้เองที่น่าจะเป็นปัจจัยหลักที่ขับเคลื่อนกลไกการตลาดดิจิทัลในภูมิภาค SEA อยู่ไม่น้อย อย่างในไทยเองก็เริ่มเห็นแล้วว่าเรามีการทำธุรกรรมทางการเงินผ่านช่องทางนี้มากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งนั่นก็จะเป็นโจทย์ของหลายๆ ธุรกิจที่จะปรับตัวเองให้รองรับกับพฤติกรรมนี้ด้วยเช่นกัน