เมื่อวานมีคนแชร์รูปๆ หนึ่งมาให้ผมดูทาง Facebook ซึ่งเป็น Meme คำสุภาษิตของชาวแอฟริกา แน่นอนว่าจริงๆ ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่ามันเป็นสุภาษิตจริงๆ ของชาวแอฟริกาหรือเปล่า แต่ที่แน่ๆ มันก็สอนแง่คิดเกี่ยวกับการทำงานรวมทั้งใช้ชีวิตรว่มกับคนอื่นไว้ได้อย่างน่าสนใจพอสมควร

การทำงานส่วนใหญ่นั้นมักเป็นการทำงานร่วมกับผู้อื่นเสียส่วนใหญ่ ซึ่งเรามักพูดอยู่เสมอว่าเราต้องการทีมเวิร์คมิเช่นนั้นงานคงจะไม่อาจสำเร็จอย่างดีได้ แต่แน่นอนว่าการที่คนแต่ละคนซึ่งไม่เหมือนกันมารวมกันนั้น ก็ย่อมจำเป็นที่จะต้องปรับจูน “จังหวะ” และ “สไตล์” ของแต่ละคนด้วยเช่นกัน

ในประสบการณ์การทำงานของผม ผมก็เคยเหมือนกันที่ทำตัวต่างจากคนอื่นๆ ในแผนกทั้งเรื่องการบ้างาน หรือสไตล์การทำงาน ซึ่งนั่นทำให้ผมเรียนรู้ว่าการพยายามบางอย่างมากเกินไปก็ทำให้เราแตกต่างจากคนอื่นและสุดท้ายก็กลายเป็น “เข้าไม่ได้” กับทีมที่เหลือไป มันก็อาจจะเป็นอย่างกลอนข้างต้นบอกไว้ ว่าการวิ่งเร็วอาจจะเป็นการวิ่งที่ใช้ความสามารถเฉพาะตัวมากกว่าทีม ซึ่งสุดท้ายก็กลายเป็นว่าเราวิ่งอยู่คนเดียวโดยที่คนอื่นจะร่วมวิ่งกับเราไม่ได้

เมื่อพูดถึงเรื่องการทำอะไรร่วมกับคนอื่นแล้ว มันก็อดทำให้ผมนึกถึงหนัง “สิงห์นักปั่น” เสียไม่ได้เหมือนกัน เพราะเรื่องของหนังพูดถึงการแข่งจักรยานเป็นทีม ซึ่งผมก็เพิ่งได้รู้กฏกติกาตอนที่ได้ดูหนังเรื่องนี้ครั้งแรกและก็รู้สึกว่ามันเชื่อมโยงกับการทำงานได้อย่างดีทีเดียว

shakariki-still07

ในการแข่งขันจักรยานแบบทีมนั้น มีกฏว่าต้องปั่นจักรยานไปด้วยกัน คนหน้าสุดกับคนหลังสุดต้องห่างกันไม่เกินกี่เมตร ฉะนั้นเมื่อตาพระเอกเข้าทีมมาแรกๆ ด้วยความบ้าปั่นแข่งกับชาวบ้านทำให้ไม่รอคนอื่น ปั่นตามจนสุดท้ายโดนปรับแพ้ตั้งแต่ไก่โห่ มันก็คล้ายๆ กับการทำงานอยู่ไม่น้อยว่าในหลายๆ งานที่ต้องร่วมกับผู้อื่นนั้น ถ้าใครจะเอาแต่ตะบี้ตะบันพุ่งไปคนเดียวโดยไม่รอคนอื่นแล้ว กระบวนของทีมก็อาจจะเสียและงานก็จะล่มเอาได้ง่ายๆ

กรณีนี้ก็สามารถเชื่อมไปกับเรื่องการใช้ชีวิตเหมือนกัน เพราะในกิจกรรมต่างๆ ที่เราต้องทำร่วมกับคนอื่นแล้ว เราก็จะเห็นว่ามันมีความเชื่อมโยงแบบเดียวกัน ถ้าเราต้องการอะไรที่ได้ดั่งใจเราทันที อยากไปโน่นไปนี่โดยไม่ต้องรอคนโน้นคนนี้ มันก็คงจะดีกว่าเป็นแน่ถ้าเราไปคนเดียว แต่ก็นั่นแหละว่าการไปคนเดียวอาจจะทำให้โดดเดี่ยวและมักจบลงโดยไม่มีอะไรแปลกใหม่ เมื่อคุณไม่รู้จะทำอะไร การเดินทางของคุณก็จะจบลง แต่ถ้าไปพร้อมกันเป็นกลุ่มแล้ว คนในกลุ่มก็อาจจะทำให้การเดินทางนั้นมีอะไรมากขึ้นและยืดกิจกรรมออกไปได้อีก

ถึงกระนั้น มันก็ไม่ใช่ว่าการทำอะไร “เร็ว” จะเป็นข้อไม่ดีแต่อย่างใด เพราะในกลอนเองก็ไม่ได้เป็นการกล่าวโทษเลยแม้แต่น้อย แต่เราควรมองให้เห็นว่าสิ่งที่อยู่ตรงหน้าและสิ่งที่เราต้องการอยู่ในเงื่อนไขใด เพราะเงืื่อนไขแต่ละอย่างก็นำมาสู่วิธีการที่ต่างออกไป งานบางชิ้นอาจจะเหมาะกับการทำคนเดียวเพราะสามารถเบ็ดเสร็จจบด้วยตัวเอง ซึ่งถ้าเป็นกรณีนี้แล้ว การทำอะไรเร็วก็น่าจะเป็นประโยชน์มากกว่าโทษเช่นกัน

ก็คงต้องดูกันว่าในสถานการณ์นั้นๆ คุณจะ “วิ่ง” แบบไหนกันล่ะ