เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมานั้น Facebook ได้มีการประกาศเรื่องการปรับเปลี่ยนวิธีนับ Reach ของตัวเองใหม่ ซึ่งก็ทำให้มีการพูดถึงกันไปในวงกว้างว่าจะทำให้ Reach ที่มีอยู่น้อยอยู่แล้วนั้นลดลงไปอีก บ้างก็บอกตั้งคำถามว่าจะปรับกันทำไม เราลองมาทำความเข้าใจกันดูนะครับ

Facebook นับ Reach ใหม่อย่างไร?

หัวใจสำคัญของการปรับวิธีการนับ Reach ในครั้งนี้คือการที่ Facebook จะใช้มาตรฐานในการนับค่า Reach เดียวกันทั้งในแบบ Organic และ Paid (โฆษณา) ซึ่งตรงนี้เองเกิดมาจากที่สมัยก่อน Organic Reach นั้นจะนับกันว่าตัวโพสต์นั้นถูกเรียกไปแสดงผลกับผู้ใช้ Facebook เท่าไร (กี่คน) ซึ่งตรงนี้อาจจะมีความหมายว่าอาจจะถูกเรียกไป (เช่นโหลดแล้ว) แต่อาจจะยังไม่ได้ถูกเลื่อนมาแสดงผลบนหน้าจอก็ได้

ซึ่งนั่นต่างจากการนับ Paid Reach ซึ่งจะมีความหมายที่เฉพาะเจาะจงไปมากกว่า คือคอนเทนต์ต้องมีการแสดงให้เห็น “ผ่านหน้าจอ” แล้วถึงจะมีการนับ Reach

ด้วยเหตุนี้ การปรับวิธีนับใหม่คือการให้ทั้ง Organic และ Paid อยู่บนวิธีนับเดียวกันคือการนับ Reach จะเกิดขึ้นเมื่อตัวคอนเทนต์ถูกแสดงผ่านหน้าจอของผู้ใช้งานแล้วเท่านั้น (คือถ้าโหลดแล้วแต่ยังไม่ถูกเลื่อนจนแสดงบนหน้าจอก็ยังไม่นับ Reach)

อย่างไรก็ตาม การวัดดังกล่าวนั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับการปรับ Algorithm แต่อย่างใด

แล้วผลที่เกิดขึ้นจะเป็นอย่างไร?

ถ้าว่ากันง่ายๆ ก็คงจะบอกว่าตัว Organic Reach ก็มีแนวโน้มที่จะน้อยลงหากเทียบกับสมัยก่อน เพราะการวัดแบบใหม่นั้นจะวัดค่าที่เฉพาะเจาะจงมากกว่าเดิม ส่วนจะมากน้อยอย่างไรนั้นก็ต้องเอาผลมาเทียบกัน

แต่ที่แน่ๆ คือหากใครจะเอาจำนวน Reach ที่เคยเกิดขึ้นมาเป็น Benchmark นั้นก็อาจจะต้องมีหมายเหตุกันไว้แต่ต้นว่าวิธีการนับในสมัยก่อนกับตอนนี้นั้นแตกต่างกัน จะเทียบกันแบบเป๊ะๆ คงจะไม่ได้

แต่ถ้าว่ากันจริงๆ แล้ว การนับผลแบบใหม่นั้นเป็นผลดีกับนักการตลาดและคนทำคอนเทนต์มากกว่า เพราะมันกลายเป็นว่าจะวัดผลกันเฉพาะคนที่มี “โอกาสเห็น” คอนเทนต์จริงๆ เท่านั้น ซึ่งสามารถทำให้วิเคราะห์ได้แม่นยำมากขึ้นว่าคนเห็นคอนเทนต์เราเท่าไร สนใจเราเท่าไร อ่านเท่าไร คลิกเท่าไร โดยพูดกับคนที่ “เห็นคอนเทนต์” จริงๆ ไม่ใช่แค่ถูกโหลดขึ้นมาแต่ยังไม่ได้ถูกนำมาแสดง

 

คนที่สนใจข้อมูลเพิ่มเติม สามารถอ่านประกาศดังกล่าวได้ที่ลิงค์ของ Facebook เลยครับ