เชื่อว่าตอนนี้หลายๆ คนที่เป็นเจ้าของ Facebook Page ต่างๆ ก็น่าจะพอรู้กันว่ายอด Reach ของตัว Facebook Post นั้นลดลงมาเรื่อยๆ ซึ่งก็เกิดมาจากหลากหลายปัจจัยด้วยกัน ทั้งการปรับ Algorithm ของตัว Facebook เอง การที่มีคนผลิตคอนเทนต์มากมายจนแย่งชิงพื้นที่ Newsfeed กันมากเกินไป หรือแม้แต่เรื่องที่หลายๆ คนตอนนี้เริ่มปรับ Profile เป็นแบบ Private มากขึ้นทำให้ Earned Reach ที่ได้จากการแชร์ก็อาจจะไม่มากเท่าเดิม ฯลฯ

ซึ่งป้จจัยเหล่านี้เองอาจจะทำให้คนทำคอนเทนต์หลายคนบน Facebook บ่นท้อกันเอาได้ง่ายๆ กันเลยทีเดียว

แล้วเราจะทำอะไรกันได้บ้างล่ะ? นั่นคือสิ่งที่หลายคนจะถามต่อ ซึ่งผมก็ขอแนะนำแบบเป็นคอนเซปต์กันในบล็อกนี้แล้วกันนะครับ

Understand & Learn: เรียนรู้ปัญหา

สิ่งแรกๆ ที่ผมมักจะบอกคนทำคอนเทนต์ ไม่ว่าจะเป็น Content Creator หรือกับเจ้าของธุรกิจที่ต้องการใช้ Facebook Page เป็นช่องทางการสื่อสารให้ทำเป็นอย่างแรกๆ ก็คือการทำความเข้าใจสถานการณ์ปัจจุบันของ Facebook เสียก่อน เข้าใจกระบวนการพื้นฐานของ Algorithm ที่ทำงานแบบไม่ใช่ข่าวลือ หรือเขาเล่าว่า แต่สามารถอ้างอิงได้จากประกาศหรือข่าวต่างๆ เพราะถ้าเราเข้าใจกลไกของ Facebook และสาเหตุต่างๆ ที่ Reach ตกแล้ว เราก็อาจจะดูได้ว่าปัจจัยไหนเราควบคุมได้ เรื่องไหนเราควบคุมไม่ได้ แล้วจึงค่อยนำไปสู่แผนการรับมือต่อไป

Adaptation: ปรับเปลี่ยน

การปรับตัวเป็นสิ่งที่ต้องทำแน่นอน ซึ่งแต่ละเพจก็คงจะมีแนวทางในการรับมือการสถานการณ์ที่ไม่เหมือนกัน โดยผมขอหยิบแนวทางการปรับตัวที่มักจะใช้กันนะครับ

  1. การซื้อโฆษณาโปรโมท: อันนี้ก็แบบเบสิคมากๆ ตรงที่ใช้การโฆษณาของ Facebook ช่วยเพิ่ม Reach ให้มากขึ้น แถมยังมีข้อดีตรงที่สามารถควบคุมกลุ่มเป้าหมายรวมไปถึงวัตถุประสงค์ของการลงโฆษณาได้อีก เช่นให้คนเห็นมากขึ้น ให้คนเกิด Engagement มากขึ้น ฯลฯ ซึ่งนั่นทำให้หลายๆ เพจอาจจะมีการวางแผนงบประมาณเพื่อช่วยโปรโมทคอนเทนต์ต่างๆ มากขึ้นตามสถานการณ์ตอนนี้
  2. การทำคอนเทนต์ในรูปแบบ (Format) อื่นๆ: อันนี้ก็เป็นที่รู้กันว่าการทำคอนเทนต์โดยเปลี่ยนรูปแบบ เช่นการทำภาพเป็นการทำวีดีโอ ก็จะได้ผลที่ต่างไปจากเดิม เพราะตัว Facebook Algorithm ก็จะเลือกคอนเทนต์โดยให้คะแนนตัวรูปแบบเป็นหนึ่งปัจจัยสำคัญด้วย อย่างไรก็ตาม ก็ต้องเข้าใจก่อนว่ามันไม่ใช่สูตรสำเร็จอย่างใด เพราะหากคอนเทนต์ไม่น่าสนใจแล้ว การเปลี่ยนรูปแบบอาจจะไม่ได้ช่วยอะไรมากนัก แถมอาจจะกลายเป็นการทำสิ่งที่ตัวเองไม่ถนัด เสียงบประมาณมากกว่าเดิมอีกต่างหาก
  3. การหาช่องทางการเผยแพร่คอนเทนต์อื่นๆ: ปรกติเราก็มักจะโพสต์คอนเทนต์บนเพจเป็นสำคัญโดยหวังจะให้คอนเทนต์นั้นขึ้นไปอยู่บน Newsfeed ของคนที่ติดตามเรา แต่ในขณะเดียวกันนั้นก็ยังมีชุมชนอื่นๆ บน Facebook ที่อาจจะเป็นโอกาสที่จะนำเสนอคอนเทนต์ของเราอย่างเช่น Facebook Group ต่างๆ ซึ่งบางคนอาจจะใช้วิธีการแชร์โพสต์ไปตรงๆ ก็ได้ หรืออาจจะปรับวิธีเป็นการสร้างบทสนทนาในกรุ๊ป บ้างก็อาจจะเป็นการทำโพสต์ใหม่สำหรับในกรุ๊ปเลยก็ได้เหมือนกัน แต่ทั้งหมดนี้ก็เป็นการทำให้ข้อมูลและเรื่องราวต่างๆ ที่เราต้องการสื่อสารนั้นไปสู่กลุ่มอื่นๆ ได้มากขึ้น
  4. ทดลองปรับแต่งแบบต่างๆ: ในโพสต์คอนเทนต์นั้น มีหลากหลายจุดที่เราสามารถทดสอบและปรับได้ ตั้งแต่รูปแบบของคอนเทนต์ ตัวคำบรรยาย เวลาที่โพสต์ ฯลฯ ซึ่งนั่นทำให้คนทำคอนเทนต์สามารถทดลองเทคนิคอื่นๆ แนวทางใหม่ๆ ที่อาจจะได้ผลดีกว่าเดิมก็ได้ เช่นการเปลี่ยนเวลาโพสต์คอนเทนต์ ลองเปลี่ยนคำโปรยหรือ Caption ต่างๆ หรือแม้แต่การเปลี่ยนขนาดของรูปภาพในโพสต์ เป็นต้น
  5. ปรับเนื้อของคอนเทนต์: ในบางกรณีนั้น การปรับเนื้อหาของคอนเทนต์ก็มีส่วนช่วยในการเพิ่มยอด Reach ได้ระดับหนึ่ง เช่นการเปลี่ยนจากคอนเทนต์แบบขายตรง หรือให้ข้อมูลทื่อๆ แล้วหันมาเป็นแนว Inspire หรือการตั้งคำถาม ซึ่งนำไปสู่การมีปฏิสัมพันธ์กับคนเห็นคอนเทนต์มากขึ้น และนั่นก็ช่วยทำให้ Facebook จัดลำดับโพสต์ให้ดีขึ้นได้เหมือนกัน
  6. ปรับเทคนิคการเขียนคอนเทนต์: การใช้เทคนิคการเขียนเชิงจิตวิทยา ไม่ว่าจะเป็นการตั้งคำถาม การพาดหัวให้น่าสนใจ ชวนคลิก (บางคนอาจจะเรียกว่า Clickbait) ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ทำให้คอนเทนต์น่าสนใจ ดึงความสนใจจากคนที่เห็น และก็สามารถกลายเป็นปัจจัยเสริมให้คอนเทนต์ได้ Reach มากขึ้นด้วยเช่นกัน

Prepare: เตรียมพร้อมกับอนาคต

นอกจากการแก้ปัญหาสำหรับสถานการณ์ปัจจุบันแล้ว คนทำคอนเทนต์ก็ต้องรู้จักวางแผนล่วงหน้าไว้ด้วย เพราะเชื่อได้ว่าสถานการณ์ของ Facebook Reach ก็คงยากที่จะกลับไปเหมือนเดิมเพราะจำนวนคนใช้งานก็มากขึ้นเรื่อยๆ นั่นจึงเป็นเรื่องที่คนทำคอนเทนต์ควรคิดว่าต้องปรับกลยุทธ์การสื่อสารของตัวเองอย่างไร จะขยายช่องทางไหนต่อไปในระยะยาวและตระเตรียมทรัพยากรต่างๆ ไว้ให้พร้อม เช่นการปรับแผนงบประมาณในการทำคอนเทนต์ การหันไปศึกษาช่องทางอื่นๆ อย่าง YouTube Instagram Website เป็นต้น