งาน Facebook Developer Conference หรือที่เรียกกันย่อๆ ว่า F8 นั้นเป็นหนึ่งในงานประจำปีที่หลายๆ คนจับตามองว่า Facebook จะมีการขยับด้านอะไรบ้าง เพราะเราคงไม่อาจปฏิเสธได้ว่า Facebook ในวันนี้กลายเป็นแพลตฟอร์มที่มีคนใช้เวลาด้วยมากที่สุดอย่างอย่างหนึ่งในชีวิตทุกๆ วัน เช่นเดียวกับในสายการทำคอนเทนต์หรือนักการตลาดนั้นก็รู้ดีว่ามันคือหนึ่งใน “สื่อ” ที่มีอิทธิพลมากที่สุดในปัจจุบันและคนทำคอนเทนต์เองก็ไม่สามารถมองข้ามได้เป็นอันขาด

แล้วในปี 2018 นั้น Facebook มีการพูดถึงเรื่องอะไรบ้างบนเวที F8? เพราะสิ่งที่ Facebook หยิบมานำเสนอก็คงไม่พ้นประเด็นสำคัญต่างๆ รวมทั้งอนาคตการใช้งานของตัว Facebook เองที่คนทำคอนเทนต์นั้นก็ต้องรู้เท่าทันเสียแต่เนิ่นๆ กัน ซึ่งจะมีอะไรบ้างนั้น ผมขอสรุป Keynote หลักๆ เป็นหัวข้อต่างๆ แบบพอสังเขปดังนี้ครับ

1. การจริงจังกับการตรวจสอบคอนเทนต์บน Facebook

หลังจากกลายเป็นประเด็นใหญ่ในเรื่องของการทำคอนเทนต์และใช้โฆษณาบน Facebook เพื่อ “แทรกแซง” การเลือกตั้งในช่วงหลายปีที่ผ่านมา จึงไม่แปลกที่ Facebook เองก็จะมีมาตราการที่เข้มข้นขึ้นเพื่อตรวจสอบคอนเทนต์ต่างๆ ที่จะใช้โฆษณาหรือแม้แต่มีโพสต์ลงบน Facebook ซึ่งนั่นก็แน่นอนว่าบรรดาเพจที่ทำคอนเทนต์ “สายเทา” หรือ “สายดำ” ก็คงจะไม่สามารถโพสต์หรือลงโฆษณากันง่ายๆ แบบสมัยก่อน เพราะการตรวจสอบที่ว่านั้นจะไม่ใช่แค่คนเพียงอย่างเดียว แต่ยังนำ AI มาช่วยตรวจสอบอีกแรง

ความเห็นส่วนตัว: เรื่องนี้เป็นสิ่งที่ Facebook ต้องทำและต้องจริงจังกับมันมากเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้กับตัวแพลตฟอร์มเองเช่นเดียวกับการรักษา “ความเรียบร้อย” ของสังคม Facebook ซึ่งผลกระทบที่น่าจะเกิดขึ้นโดยตรงก็คงไม่พ้นบรรดาคนที่ปั่นคอนเทนต์ประเภทข่าวลวงหรือ Clickbait ตลอดไปจนถึงการหาวิธี “ตุกติด” เพื่อลงโฆษณาสาย “ต้องห้าม” ก็คงจะยากขึ้นกว่าเดิมนั่นเอง

2. การดัน AR Technology ใน Content

แม้ว่าจะยังไม่ได้แผร่หลายในระดับ “ใช้กันทุกคน” แต่กระแสของ AR ก็ยังมาอยู่เรื่อยๆ เพราะ Smartphone วันนี้ก็รองรับการใช้งาน AR กันค่อนข้างเยอะแถม Facebook เองก็ดันสุดฤทธิ์อย่างที่เคยมีการออกตัว AR Camera Effect ออกมาแล้ว และงวดนี้ก็ขยายไปยังแพลตฟอร์มที่คนถ่ายรูปและวีดีโอกันเยอะสุดๆ อย่าง Instagram ซึ่งเราก็จะเห็นได้ว่าทาง Facebook ก็พยายามโชว์เคสที่แบรนด์มีการพัฒนาตัว AR Content ออกมาเพื่อสร้าง Interaction / Engagement กับผู้ใช้งาน Facebook ในปีที่ผ่านมา

ความเห็นส่วนตัว: AR ในไทยก็ยังไม่ได้ใช้กันเยอะนัก (เมื่อเทียบกับผู้ใช้ทั้งหมด) แต่ก็เป็นการจับตลาดเฉพาะกลุ่มที่น่าสนใจอยู่ไม่น้อย ก็ต้องดูว่าจะมีแบรนด์ไหนที่คิดจะลองทำ AR กันเพื่อเป็นเคสกัน

3. แล้วก็ดัน VR กันสุดๆ

VR อาจจะเป็นเทคโนโลยีที่ “ว้าว” แต่หลายๆ คนก็ไม่ได้คิดจะใช้เพราะยังมีข้อจำกัดหลายๆ อย่างอยู่ โดยข้อจำกัดอย่างแรกๆ ที่เรามักจะเจอก็คือตัวอุปกรณ์ต่างๆ ซึ่งถ้า Facebook จะดันให้ VR เกิดตามวิสัยทัศน์ที่วางไว้ก็คงต้องลงมาเร่งตลาดกันเสียหน่อย อย่างใน F8 ครั้งนี้ก็มีการประกาศวางจำหน่าย Oculus Go ซึ่งเป็นอุปกรณ์ VR ของทาง Facebook เองที่พัฒนามาอย่างเสร็จสรรพในราคาเริ่มต้น $199 ซึ่งถ้าตลาดตอบรับเทคโนโลยีนี้มากขึ้นก็น่าจะทำให้เกิด Community ที่ใช้งาน VR มากขึ้นตาม

4. การเชื่อมกันของคอนเทนต์ AR & VR บน Facebook Platform

จุดน่าสนใจคือพอ Facebook ดัน AR / VR กันขนาดนี้แล้ว อนาคตเราเห็นประสบการณ์ใหม่ๆ อย่างไรบน News Feed ของเรากันบ้าง? ซึ่งผู้บริหารของ Facebook ก็ได้โชว์ตัวอย่างของประสบการณ์ที่เราจะมีมากขึ้นเรื่อยๆ จากความล้ำของเทคโนโลยีไม่ว่าจะเป็นการแสดงภาพแบบ 3D Photo ซึ่งเป็นการทำภาพถ่ายจริงๆ ถูกนำเสนอเป็นสามมิติ

ซึ่งจะว่าไปแล้ว อันนี้ก็คงเป็นเหมือนการอัพเกรดให้เจ๋งขึ้นหลังจากที่ก่อนหน้านี้มีการเปิดตัว 3D Object ไปแล้ว

นอกจากนี้แล้ว ยังมีการโชว์การนำคอนเทนต์เดิมที่เคยมีอย่างรูปภาพในความทรงจำมาประมวลผลให้กลายเป็นโลก VR เพื่อให้คนใช้งาน VR สามารถมีประสบการณ์ในการดูภาพต่างๆ ที่มากกว่าไปการเห็นรูปเฉยๆ โดยในตัวอย่างก็เป็นการที่ AI ของ Facebook ทำการ Render บ้านเก่าในอดีตจากภาพที่ถูกถ่ายไว้ขึ้นมา เพื่อนำมาจัดแสดงภาพถ่ายต่างๆ ในระบบ VR ที่น่าทึ่งได้

ความเห็นส่วนตัวในภาพรวม

ถ้าจะสรุปง่ายๆ แล้ว เราก็คงบอกว่า Facebook Content ในช่วงนี้คงไม่พ้นการพลักดันตัว AR และ VR ให้เกิดขึ้นซึ่งแม้ว่ามันจะเป็นเทคโนโลยีที่ค่อนข้างใหม่กับหลายๆ คน (เมื่อเทียบกับว่าหลายคนเพิ่งจะเริ่มใช้ Smartphone กันได้ไม่นาน) และตัว AR และ VR ก็ยังอยู่ในช่วง Innovator / (Super) Early Adopter อยู่ แต่เราก็รู้ว่าสุดท้ายเทคโนโลยีนี้ก็จะเคลื่อนผ่านมาสู่คนส่วนใหญ่และตัว Facebook เองก็มีพลังมากพอที่จะพลักดันเรื่องนี้ด้วย

สิ่งที่น่าสนใจต่อคือประสบการณ์ของการ “เสพคอนเทนต์” บนหน้า News Feed นั้นจะเป็นอย่างไร จะมีการเปลี่ยนแปลงจากเดิมที่มีแค่รูปภาพและวีดีโอไปสู่อะไรที่มากกว่านั้นหรือเปล่า เช่นเดียวกับที่เราจะจำเป็นต้องเสพคอนเทนต์กันผ่าน Smartphone / Computer อย่างเดียวไหม

คิดว่านั่นคงเป็นสิ่งที่ Facebook พยายามชี้นำเราในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา และคิดว่าก็เทรนด์นี้ก็คงมีการพูดถึงไปอีกหลายปีต่อจากนี้เช่นกัน