ก่อนหน้านี้มีคนพูดถึงกันเยอะกับการที่ Facebook ประกาศปรับตัว Caption ของโพสต์ต่างๆ ให้เหลือเพียง 3 บรรทัดจนเกิดการโยงไปกันว่าจะมีผลเรื่อง Reach ไหม แล้วเจ้าของเพจจะต้องทำอย่างไร ก็เลยถือโอกาสมาอธิบายกันแบบง่ายๆ พอให้เข้าใจกันนิดนึงนะครับ

ลดการแสดง แต่ไม่ได้ตัดให้เหลือ 3 บรรทัด

อันนี้ต้องเข้าใจกันให้ถูกเลยว่า Facebook ไม่ได้ห้ามให้โพสต์ Caption เกิน 3 บรรทัด หากแต่เป็นการปรับเพื่อให้การแสดงผลโพสต์นั้นเหมาะกับหน้าจอมือถือมากขึ้น โดยการแสดงผลที่ว่านี้จะมีผลกับ Mobile News Feed กล่าวคือหากเป็นการแสดงผลบน Desktop ก็จะแสดงผลตามเดิม (7 บรรทัด) แต่ถ้าเป็น Mobile ก็จะเหลือ 3 บรรทัดแล้วให้ see more เพิ่มเอา

ภาพจาก Facebook

การปรับขนาดภาพที่แสดงให้เหลือสัดส่วน 4:5 แทนที่จะเป็น 2:3

อีกเรื่องหนึ่งที่จะมีผลก็คือภาพเดิมที่หลายๆ คนอาจจะทำภาพเป็นขนาด 2:3 นั้นจะถูกตัดให้เหลือเพียง 4:5 เวลาโชว์บนหน้า Mobile News Feed หรือพูดง่ายๆ ก็คือจะแสดงไม่เต็มภาพ ถ้าจะแสดงเต็มก็ต้องกดแตะเพื่อดูภาพเต็มนั่นเอง

ผลกระทบสำหรับคนทำคอนเทนต์

แน่นอนว่าการปรับขนาดนี้ย่อมมีผลกับคนทำคอนเทนต์อยู่ ถ้าใครเดินตาม “สูตร” และ Template การทำคอนเทนต์แบบเดิมๆ เช่นการเขียน Caption ให้ยาว หรือการทำภาพแบบ 2:3 เพื่อหวังให้ภาพเต็มหน้าจอมือถือ

อย่างไรก็ตาม ถ้าคุณไม่ได้ทำตามเงื่อนไขข้างต้น เช่นทำภาพแบบ 1:1 หรือทำ Caption อยู่ในความยาวแบบไม่เกิน 3 บรรทัดนั้น เรื่องนี้ก็จะไม่มีผลอะไรแต่อย่างใด จึงไม่ต้องกังวลอะไรเท่าไร

แล้วถ้าได้ผลกระทบล่ะ จะทำอย่างไร?

ทีนี้ถ้าคุณเข้าข่ายจะได้ผลกระทบนั้น ก็คงจะต้องมาดูกันว่าจะปรับอะไรกันบ้าง

  1. ปรับขนาดของ Design ให้กลายเป็นแบบ 4:5 แทนเพื่อให้มั่นใจว่าจะแสดงผลเหมือนกันทั้ง Desktop และ Mobile อีกทั้งยังไม่ต้องห่วงเรื่องการที่ภาพช่วงล่างโดนตัดไปด้วย
  2. เปลี่ยนวิธีการเล่าเรื่องใน Caption ให้กระชับมากขึ้น และฝึกการเขียน Copy ให้สามารถฮุคเนื้อหาสำคัญ ชวนให้คนอ่านต่อในประโยคแรกๆ (ซึ่งจะว่าไปมันก็เป็นหลักการเขียน Copywritng ปรกติอยู่แล้ว)

แล้วเรื่องอื่นที่ยังต้องโฟกัสล่ะ?

ในขณะเดียวกัน มันก็มีเรื่องที่คุณต้องโฟกัสเหมือนเดิม และจะว่าไปแล้วมันก็เป็นพื้นฐานปรกติของการออกแบบคอนเทนต์ด้วยเหมือนกัน เช่น

  • การเลือกรูปภาพที่ดึงสายตา มีเอกลักษณ์ และชวนให้สนใจ
  • การจัดวางและการใส่ Text ในภาพที่จำเป็นเพื่อสามารถฮุคความสนใจของคนอ่านเอาไว้ได้ (ซึ่งก็เป็นสิ่งที่ทำกันอยู่แล้ว)

จากที่กล่าวมา จึงจะเห็นว่าเอาจริงๆ มันก็ไม่ได้ส่งผลกระทบร้ายแรงอะไรมากมาย ถ้าคุณไม่ได้เป็นคนทำคอนเทนต์ที่อยู่ในข่ายเงื่อนไขดังกล่าว ขณะเดียวกันตัว Facebook เองก็ไม่ได้ออกมาบอกว่าการปรับดังกล่าวจะมีผลกับเรื่อง Reach / Engagement แต่อย่างใด หากแต่เป็นเรื่องของการแสดงผลเพื่อให้เหมาะสมกับหน้า News Feed เท่านั้นแหละครับ