“กิ่งทองใบหยก” และ “ผีเน่ากับโลงผุ” เป็นสำนวนไทยที่เราคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี และน่าแปลกที่เรามักเจอคนที่คบกันในแบบลักษณะนี้อยู่ไม่น้อย

ผมลองมาคิดดูถึงเรื่องที่พุทธศาสนามักสอนว่าคู่ที่ดีคือคู่ที่ “เสมอกัน” ไม่ว่าจะเป็นศีลเท่า ปัญญาเท่า จาคะเท่า อันจะทำให้ความสัมพันธ์นั้นไปรอด ซึ่งจะว่าไปแล้ว ความจริงข้อนี้อาจจะไม่ใช่แค่เรื่องของคู่รักเพียงอย่างเดียว แต่อาจจะรวมถึงการคบมิตรต่างๆ ด้วย

เราเคยสังเกตกันไหมครับว่าทำไมคนพาลมักจะจับกลุ่มกับคนพาล ในขณะที่คนดีก็จะจับกลุ่มกับคนดี ไม่ใช่เขาจะแบ่งแยกชนชั้นอะไรแต่เป็นเพราะการดึงดูดเข้าหากันของพื้นฐานความคิดและนิสัย คนดีเองก็ไม่อาจจะอยู่ในกลุ่มของคนชั่วได้ เพราะคุยกันไม่รู้เรื่อง วิธีคิดอ่านคนละแบบ เช่นเดียวกับคนชั่วเองก็จะอยู่ในกลุ่มร่วมกับคนดีลำบาก เพราะก็คงยากจะเป็นที่ยอมรับของกลุ่มได้

แต่ก็อย่าแปลกใจนะครับว่าทุกกลุ่มจะบอกว่าตัวเองเป็นคนดีหมด เพราะก็คงไม่มีใครยอมรับว่าตัวเองเป็นคนชั่วอะไรอยู่แล้ว :P

สมัยก่อนผมก็เคยคิดว่าเรื่องพวกนี้น่าจะเป็นเรื่องบังเอิญเสียมากกว่า เพราะการคบกันน่าจะมีปัจจัยบางอย่างมากกว่าแค่เรื่องความดี-ความชั่ว แต่พอโตๆ ขึ้นมาผมว่าปัจจัยเหล่านั้นก็มีผลอยู่จริง แต่การ “ดึงดูดเข้าหากัน” นั้นมีแรงกว่ามาก และอาจจะกลายเป็นพันธะที่ทำให้คนเหล่านั้นอยู่ด้วยกันรอดเสียอีกต่างหาก

ผมเคยเจอคู่รักคู่หนึ่งที่ตอนแรกก็เอะใจอยู่ไม่น้อยว่าทำไมตัวผู้ชายถึงเป็นคนแรง หาเรื่องและคิดร้ายกับคนอื่นไปทั่ว อดสงสัยไม่ได้ว่าแฟนจะอยู่ด้วยกันได้อย่างไร แต่พอได้ไปรู้จักกับแฟนของเขาแล้วก็เลยถึงบางอ้อ เพราะตัวผู้หญิงเองก็นิสัยแบบเดียวกัน ขี้นินทา ช่างจับผิด อิจฉาคนโน้นคนนี้ มันก็เลยเป็นที่เข้าใจได้ว่าทำไมถึงอยู่ด้วยกันได้

มนุษย์เป็นสัตว์สังคม ไม่แปลกที่มนุษย์จะพยายามรวมตัวกัน จับกลุ่มกัน ซึ่งพื้นฐานในการจับกลุ่มขนาดใหญ่อาจจะเป็นเรื่องของสัญชาติและคนในพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ แต่การจับกลุ่มขนาดเล็กประเภทกลุ่มเพื่อน คู่รัก ฯลฯ อาจจะใช้พื้นฐานทางด้านนิสัยใจคอ และความคิดความอ่านมาเป็นพื้นฐานเสียมากกว่า (และน่าจะมีผลมากกว่าระดับสติปัญญาหรือการศึกษาเสียด้วยซ้ำ)

ลองคิดเล่นๆ กันดูแล้ว บางทีต่อไปนี้เวลาเราจะพิจารณาว่าคนๆ นั้นเป็นอย่างไร อาจจะไม่ใช่แค่การดูตัวเขาเพียงอย่างเดียว แต่ลองดูคนรอบข้างที่เขา “สนิท” ด้วยดูก็ได้ เพราะเราอาจจะเห็นได้ว่าสังคมของเขานั้นเป็นสังคมที่อุดมไปด้วยคนดีหรือคนชั่วกันแน่