เนื่องจากช่วงนี้มีเหตุให้ต้องแนะนำตัวกับหลายๆ คนเกี่ยวกับงานที่ทำ คำถามที่หลายคนสงสัยกันนักคือการเปลี่ยนสายอาชีพจากการเรียนศิลปะการละครมาสู่การเป็นนักการตลาดและกำลังเข้าสู่ระดับบริหาร (แต่จริงๆ จะเรียกว่าเปลี่ยนก็ไม่เชิงเพราะทุกวันนี้ก็ยังมีอาชีพในสายศิลปะอยู่)

ในบรรดาหัวข้อที่พูดคุยนั้น สิ่งหนึ่งที่หลายๆ คนชวนคุยกับผมคือการเปลี่ยนสายอาชีพนั้นยากแค่ไหน เพราะการเป็นคนไม่มี “ทุน” เหมือนคนอื่นนั้น คงไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะมาถึงจุดนี้ได้แน่ๆ

ซึ่งผมก็บอกเลยครับว่ามันไม่ใช่ง่ายจริงๆ นั่นแหละ

ถ้าลองเปรียบเทียบแล้ว ผมเองถือว่าเป็นคนที่ไม่มีประวัติน่าสนใจหรือเตะตาสำหรับแผนกบุคคลที่กำลังหาคนมาทำงานในสายการตลาดหรือธุรกิจดิจิตอลเลยเนื่องจากเรียนจบสายศิลปะ ไม่เคยมีวิชาการตลาดอยู่ใน Transcript สักตัวเดียว ส่วนปริญญาโทคือการจัดการวัฒนธรรมซึ่งหลายคนยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเรียนอะไรกัน (บางคนก็ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามีหลักสูตรนี้อยู่ด้วย) เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วการที่ผมจะถูกเรียกไปสัมภาษณ์หรือได้ไปทำงานด้านการตลาดนั้นจึงไม่ใช่เรื่องง่ายเลยเพราะคู่แข่งของผมมีมากโขเนื่องจากทุกวันนี้คนเรียนจบบริหารหรือการตลาดมีอยู่มากมาย ไม่นับคนที่ไปเรียนต่อปริญญาโททั้งในประเทศและต่างประเทศ

แล้วอะไรทำให้ผมมาอยู่ถึงจุดนี้หรือครับ? ผมสรุปง่ายๆ อยู่สองอย่าง

อย่างแรกคือ “ความพยายาม” แน่นอนว่าเมื่อผมไม่มี “ทุน” มากเท่าคนอื่นๆ สิ่งเดียวที่จะทำให้ผมพอทัดเทียมกับคู่แข่งคนอื่นๆ ย่อมไม่ใช่การนั่งรอโอกาสที่มันจะลอยมาแบบฟลุ้คๆ หากแต่เป็นการพยายามให้มากขึ้นกว่าคนอื่นหลายเท่า เมื่อผมไม่มีปริญญาด้านการตลาด ผมก็ต้องเติมความรู้และสร้างพอร์ทการตลาดของผมขึ้นมาเอง นั่นทำให้ผมทุ่มเทอยู่หลายปี (จนแม้กระทั่งตอนนี้) ในการเขียนบล็อกและอ่านหนังสือมากมายอยู่ตลอดเวลา

การ “ปฏิวัติ” ตัวเองไม่ใช่เรื่องที่จะเกิดขึ้นง่ายๆ หรอกครับ มันเกิดจากความพยายามและทุ่มเทอย่างมหาศาล แน่นอนว่าทุกวันนี้หลายคนอาจจะมองว่าผมชำนาญและรู้อะไรหลายๆ อย่างเกี่ยวกับ Digital Marketing แต่ก่อนจะมาถึงจุดนี้ใช่ว่าความรู้จะเกิดขึ้นมาเฉยๆ ในเมื่อผมไม่มีโอกาสได้เรียนในห้องเรียน ไม่มีโอกาสได้ทำงานเหมือนคนอื่นๆ สิ่งที่ผมทำได้คือต้องค้นคว้าและสะสมประสบการณ์ด้วยตัวเอง ลองผิดลองถูกเพื่อว่าสักวันที่เมื่อโอกาสมาถึงผมนั้น ผมจะสามารถคว้ามันไว้ได้

และนั่นก็คืออย่างสอง ก็คือ “โชค” ที่เราไม่รู้หรอกครับว่ามันจะมาถึงเมื่อไร แต่ที่เราควรทำคือการเตรียมต้วให้พร้อมกับโอกาสนั้นๆ มันก็เหมือนกับนักฟุตบอลตัวสำรองแหละครับ เราไม่รู้หรอกว่าโอกาสจะได้ลงเล่นคือเมื่อไร แต่เราต้องฟิตร่างกายให้พร้อมเพื่อวันที่ได้ลงแบบจับผลัดจับผลูเราก็สามารถลงไปเตะได้อย่างยอดเยี่ยมและทำให้เราได้มีโอกาสเป็นตัวจริง

ชีวิตคนเราก็แบบนั้นแหละครับ คือถ้าเราไม่มีทุนมากเท่าคนอื่น ไม่มีชื่อเสียง ไม่มีปริญญา ไม่มีความสามารถ เราก็ต้องสร้างมันขึ้นมา การจะสร้างมันได้ก็ต้องพยายาม พยายาม พยายาม มันไม่มีทางอื่นหรอกครับ และเมื่อวันที่โชควิ่งมาหาตัวเราแบบไม่คาดฝัน เราก็จะสามารถคว้าและใช้มันได้อย่างดีที่สุด

นั่นแหละครับคือสิ่งที่ผมเรียนรู้จากชีวิตที่ “ปฏิวัติ” มาของผม