หลังจากที่บล็อกที่แล้วผมอธิบายไปพอสังเขปว่าอะไรคือ EdgeRank และมันสำคัญอะไรกับการทำ Facebook Page ทีนี้หลายคนก็ต้องเจอสถานการณ์แน่ว่าเมื่อ EdgeRank ตก จะทำต้องทำอย่างไร หรือมีวิธีใดบ้างที่จะพยุงให้ EdgeRank ยังคงที่อยู่ได้

แน่นอนว่าหลายๆ คนก็คงงัดกลยุทธ์ง่ายๆ คือการหาคอนเทนต์ที่โดนๆ และชวนให้คนแชร์มาโพสต์บนหน้าเพจ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่อยู่ในกระแสเช่นละครทีวีที่กำลังฮิต โอลิมปิค บรรดา Gadget ใหม่ๆ หรือถ้าเอาที่ไปไกลเลยก็คือการหยิบสิ่งที่เป็นศูนย์รวมจิตใจอย่างศาสนาหรือสถาบันมาโพสต์

ถามว่าวิธีดังกล่าวได้ผลไหม? ก็ต้องบอกว่าได้ผลค่อนข้างง่ายด้วยพื้นฐานของลักษณะคอนเทนต์เป็นทุนเดินอยู่แล้ว แต่คำถามที่น่าคิดกว่าคือวิธีนั้นทำให้เพจที่เราดูแล “ดูดี” หรือไม่? เพราะอาจจะกลายเป็นว่าสิ่งที่เอามาโพสต์นั้นกลายเป็นทำให้เพจดู “จับฉ่าย” และสูญเสียจุดยืนของตัวเองไป เพราะหลายๆ คอนเทนต์ก็แทบจะเชื่อมโยงกลับมาที่แบรนด์ไม่ได้เลย และมันอาจจะแค่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเรียกไลค์โดยที่คนกดอาจจะไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่ากดให้กับเพจอะไร

บางทีสิ่งที่ควรกระทำเพื่อเพิ่ม EdgeRank อาจจะมองได้ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ในเชิงของระยะสั้นนั้น อาจจะใช้วิธีการซื้อ AD หรือ Promote Post กับคอนเทนต์ที่ดูแล้วน่าจะเรียก Engagement ได้เยอะ (แต่ยังไม่ออกทะเล) เพื่อสะสม Engagement จากบรรดาแฟน ในขณะเดียวกันก็อาจจะจำเป็นต้องมีการสร้าง Activity เพื่อหล่อเลี้ยงให้คนเข้ามาปฏิสัมพันธ์ด้วย เช่นการตั้ง Poll การทำแบบสอบถาม ฯลฯ

สำหรับในระยะยาวนั้น ก็จำเป็นต้องมาวิเคราะห์ Content Strategy ว่าคอนเทนต์แบบไหนที่จะดึงดูดให้เกิด Engagement กับเพจได้ (โดยไม่ออกทะเล) การหล่อเลี้ยงเพจด้วยคอนเทนต์ที่หลากหลายอาจจะพอช่วยดึง EdgeRank ขึ้นมาได้อีก แต่ก็ต้องระวังว่าการกวาดคอนเทนต์ที่หลากหลายเกินไปก็จะทำให้เพจดูไม่มีเอกลักษณ์ได้เช่นกัน

ส่วนคำถามที่ว่าควรโพสต์คอนเทนต์แบบไหน และอย่างไรเพื่อที่จะรักษาระดับ EdgeRank ไว้ได้นั้น ก็พอจะสรุปทริคบางอย่างที่ทำได้ง่ายโดยไม่ต้องยุ่งยาก

1. ให้เพจมีคอนเทนต์ที่ต่อเนื่อง อย่างน้อยๆ แล้วก็ควรมีคอนเทนต์วันละ 1 คอนเทนต์

2. เลือกใช้การโพสต์รูปเป็นหลัก เพราะจากสถิติแล้ว การโพสต์รูปมักจะสามารถสร้าง Engagement ได้สูงกว่าคอนเทนต์ประเภทอื่นๆ (แถมยังมีน้ำหนักของ EdgeRank สูงอีกด้วย)

3. KISS: Keep It Short and Simple มีสถิติอีกเช่นกันว่าการอัพเดทต่างๆ นั้น ไม่ควรมีความยาวมากเกินไป เพราะคนมักจะไม่อยากเสียเวลาอ่าน ซึ่งก็ต้องไม่ลืมว่า Facebook Content นั้นมักถูกจัดว่าเป็น Short Form Content หากเขียนคอนเทนต์ยาวเกินไปก็อาจจะเป็นว่าเสียโอกาสสร้าง Engagement เอาได้

4.หาเวลาที่แฟนของเพจกำลังออนไลน์ เราต้องไม่ลืมว่าค่าของ Time Decay เป็นหนึ่งในตัวแปรสำคัญของ EdgeRank ซึ่งก็ต้องดูกันว่ากลุ่มเป้าหมายของเราออนไลน์และใช้ Facebook ช่วงเวลาไหนเยอะสุด

ที่บอกข้างต้นเป็นเทคนิคง่ายๆ ที่สามารถนำไปใช้กันได้โดยไม่ยาก ถ้าใครมีเทคนิคดีๆ อื่นอีกจะแชร์กับคนอื่นก็ลองคอมเมนต์มาได้เลยนะครับ ^^