ยุคนี้เป็นยุคที่หลายๆ คนมีชื่อเสียง มีหน้ามีตากันได้ง่ายกว่าแต่ก่อน บางคนอาจจะเป็นบล็อกเกอร์ชื่อดัง บางคนอาจจะเป็นเซเลปออนไลน์ที่มีคนตามนับหมื่น ซึ่งผมก็มักได้ยินบทสนทนาทำนองว่า “ดังใหญ่แล้ว” “กลายเป็นคนดังไปแล้ว”

ตอนที่ผมได้ทำรายการ DigiLife นั้น หลายคนก็พูดกับผมเหมือนกันว่าจะกลายเป็นคนดังหรือเซเลปไปแล้ว บ้างก็บอกว่าเดี๋ยวดังแล้วจะลืมตัวหรือเปล่า โดยส่วนตัวผมก็ไม่ได้คิดอะไรกับตัวเองเนื่องจากทุกวันนี้ผมก็ยังพูดเสมอว่าผมเป็นคนธรรมดาคนหนึ่ง มี Twitter Account มี Facebook มี Blog เอาไว้แชร์ความคิดต่างๆ เหมือนเดิม ก่อนหน้านั้นเป็นยังไง ทุกวันนี้ก็ยังเป็นอย่างนั้น และเอาเข้าจริงๆ คือผมรู้สึกว่าผมก็รู้จักคนเท่าๆ เดิมนั่นแหละครับ (อาจจะมากขึ้นจากการไปพบปะในงานต่างๆ บ้างตามโอกาส)

จะว่าไปแล้ว พอพูดถึงเรื่องนี้ทำให้ผมอดคิดถึงเรื่องเล่าของคนๆ หนึ่งที่ผมเคยได้ยินมา (ขออนุญาตสมมติชื่อว่านาย A ก็แล้วกัน) นาย A เป็นคนประสบความสำเร็จชีวิตค่อนข้างเร็ว กลายเป็นคนมีหน้ามีตาในวงการพอสมควร ไปไหนมาไหนก็มีคนทักทายประกอบกับการที่ตัวเองก็เป็นพวกมีคอนเนคชั่นมากแถมช่างพูดช่างคุย เลยทำให้นาย A เป็นที่รู้จักของคนจำนวนมาก ยิ่งนานวันเข้า นาย A ก็ได้ลงหนังสือนิตยสาร ถูกสัมภาษณ์ออกทีวี ผู้คนก็พากันชื่นชมนาย A กันมากมาย โดยนาย A เองก็ค่อนข้างภาคภูมิใจกับมีชื่อของตัวเองอยู่ไม่น้อย เรียกได้ว่ายืดเบ่งกับเพื่อนคนอื่นๆ กันเลยทีเดียวเชียว

ทีนี้วันหนึ่งนาย A ก็ไปสัมภาษณ์งาน พอไปถึงแล้วต้องกรอกใบสมัครงาน ก็ถือใบสมัครไปคุยกับเจ้าหน้าที่ว่าผมไม่กรอกได้ไหม ผมมีชื่อเสียงดีอยู่แล้ว เอานามบัตรผมให้กับทาง HR ก็น่าจะเพียงพอ จากนั้นนาย A ก็แนบนามบัตรของเขากับใบสมัครเปล่าๆ คืนกลับไป เจ้าหน้าที่ก็มองหน้างงๆ แล้วก็ถือกลับเข้าไปคุยกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายบุคคล นาย A ก็นั่งกระดิกเท้ารอให้อีกฝ่ายเรียกไปสัมภาษณ์

สักพักเจ้าหน้าที่ก็เดินกลับมา แล้วบอกว่าทางเจ้าหน้าที่ไม่ได้รู้จักนาย A แต่อย่างใด แต่ถ้าไม่สะดวกที่จะกรอกใบสมัครก็ไม่เป็นไร ไว้โอกาสหน้าก็แล้วกัน ก่อนหันไปรับเอกสารจากคนอื่นๆ ที่กรอกใบสมัครเรียบร้อยและพาไปยังห้องสัมภาษณ์ ปล่อยให้นาย A ยืนอึ้งอยู่ตรงนั้น ไม่ได้สัมภาษณ์ ไม่ได้งาน แถมยังหน้าแตกชนิดที่คนอื่นมองแบบขบขันกันเลยทีเดียว

ผมว่าทุกวันนี้หลายคนเริ่มเป็นแบบนาย A ไม่น้อย คือพอมีคนยกยอปอปั้น มีตัวเลขคนตาม ตัวเลขแฟน ก็คิดเอาว่าตัวเองเป็นคนดัง ใครๆ ก็รู้จัก แต่จริงๆ แล้วมันอาจจะไม่ใช่อย่างนั้นเลยแม้แต่น้อย แน่นอนว่าสำหรับคนที่รู้จักเรานั้น พวกเขาก็อาจจะมองเห็นว่าเราเป็นใคร มีความยำเกรง มีความเกรงอกเกรงใจ แต่กับคนที่ไม่รู้จักเรานั้น สำหรับพวกเขาแล้ว เราก็เป็นแค่คนธรรมดาคนหนึ่งที่เดินไปเดินมาบนท้องถนน ไม่รู้จักแม้กระทั่งชื่อเลยด้วยซ้ำ

ครูใหญ่สอนผมเสมอว่าชื่อเสียงต่างๆ คือสิ่งที่คนอื่นสร้างและมอบให้เรา เราต้องรู้ทันมันให้ดี เพราะคุณค่าของเราไม่ได้อยู่ที่ชื่อเสียง ถ้าคุณค่าของเราดี คนก็จะมองเห็นและรู้จัก แต่แน่นอนว่าบางคนที่มองไม่เห็นตรงนั้น เขาก็จะไม่รู้สึกว่าเราสำคัญอะไรเลยสักนิด เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว การไปทึกทักและยึดจับกับชื่อเสียงก็ไม่ใช่สิ่งที่พึงกระทำเลยแม้แต่น้อย พุทธศาสนาเองก็ยังจัดเรื่องชื่อเสียงไว้ในสิ่งที่ควรรู้เท่าทันว่ามีเสื่อมสลาย อย่าได้ยึดมั่นถือมั่น

จนถึงวันนี้ ผมเป็นนักวิจารณ์ละครเวทีมาเกือบ 10 ปี ได้รับรางวัลมาก็แล้ว ได้เป็นเลขานุการชมรมวิจารณ์ศิลปะการแสดงของไทยก็แล้ว แต่ทุกวันนี้เวลาผมไปดูละครเรื่องหนึ่ง ผมก็เป็นแค่คนดูคนหนึ่งที่เข้าไปในโรงละครซึ่งคนดูอีกจำนวนมาก็ไม่ได้รู้จักอะไรผมแม้แต่น้อย คนดูละครรุ่นใหม่ๆ นิสิตนักศึกษาหลายคนก็ไม่เคยรู้จักว่าผมคือใคร สิ่งเหล่านี้สอนให้ผมรู้ดีว่าโลกนี้กว้างกว่าที่เราคิดซึ่งเราไม่ควรเลยที่จะไปทึกทักเอาว่าตัวเองเก่งฉกาจมาจากไหน แม้ว่าจะทำเว็บไซต์ดังแค่ไหนแต่ก็อาจจะไร้ค่าถ้าอีกคนไม่เคยเข้าไปดู ไม่เคยรู้จัก อาจจะออกทีวีมากมายแต่ก็เท่านั้นถ้าอีกฝ่ายไม่เคยเปิดดูรายการ ฯลฯ

สำหรับผมแล้ว แม้ว่าตัวเลขของคนติดตามผมใน Social Media ก็ไม่ได้น้อยเท่าไรนัก แต่ผมก็รู้ดีว่าโลกข้างนอกนั่นยังมีคนอีกเยอะที่ไม่รู้จักผม มีคนอีกมากมายที่สำหรับพวกเขาแล้ว ผมเป็นแค่คนหนึ่งคนที่ไม่ได้สลักสำคัญอะไรเลยด้วยซ้ำ ผมใช้สิ่งนี้เตือนตัวเองตลอดเพื่อไม่ให้เหลิงกับชื่อเสียงหรือการเป็นที่รู้จักมากขึ้น

ก็เพราะว่าถ้าเหลิงกับชื่อเสียงมากไป ก็อาจจะกลายเป็นกบในกะลากันเอาได้ง่ายๆ นะครับ ^^