ตั้งแต่ผมจำความได้ ผมก็ได้รู้จัก “ในหลวง” จากห้องเรียน จากเรื่องเล่าของครูบาอาจารย์ที่สอนสั่งในห้องเรียนมาโดยตลอด ประกอบกับการร้องเพลงสรรเสริญพระบารมีในวันศุกร์ (ซึ่งสมัยนั้นก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าร้องทำไม แต่รู้อย่างเดียวว่าร้องเสร็จจะได้กลับบ้านกัน)

ในหลวงที่ผมรู้จัก ผมรู้จักท่านผ่านทีวี ผ่านรายการข่าวพระราชสำนัก และหน้าหนังสือพิมพ์เกี่ยวกับพระราชกรณียกิจต่างๆ ตลอดตั้งแต่ผมจำความได้จนทุกวันนี้ที่ผมกำลังจะมีอายุ 31 ปี

ในชีวิตของผม โมเมนต์ที่ใกล้ชิดในหลวงที่สุดคือการเป็นนิสิตจุฬาปี 1 และไปตั้งแถวรับเสด็จ จำได้ว่าตอนนั้นอยู่ที่หน้าคณะศิลปกรรม พอก้มกราบรถที่กำลังแล่นผ่านไป แอบเงยหน้าและเห็นพระพักตร์ท่านแว้บๆ แม้ว่าจะเป็นช่วงอึดใจ แต่มันก็ยังอยู่ในใจผมจนทุกวันนี้

ทุกวันนี้ ผมก็ยังเห็นในหลวงผ่านทางสื่อต่างๆ ผ่านทางเรื่องราวต่างๆ ที่คนนำมาเล่า

ฟังๆ ดู ก็อาจจะมีคนหลายคนบอกกับผมว่าผมถูกสื่อมอมเมาหรือล้างสมองด้วยการให้ข้อมูลด้านเดียวซ้ำไปซ้ำมาจนหลงรักสถาบัน

สถาบันกษัตริย์ อาจจะถูกหลายคนมองว่าเป็นสถาบันที่ล้าหลัง โดยเฉพาะกับยุคที่ประเทศมากมายเข้าสู่ระบบการเมืองที่อิงปรัชญาตะวันตกมากขึ้นๆ การดำรงอยู่ของสถาบันกษัตริย์จึงเป็นอะไรที่เริ่มมีความสั่นคลอนทางความคิดมากขึ้นๆ ทุกวันนี้ผมก็ได้ยินเรื่องราวที่กระแนะกระแหน เสียดสี หรือวิพากษ์วิจารณ์สถาบันถี่มากขึ้นเรื่อยๆ หลายคนพยายามบอกว่าพวกผม “หลงสถาบัน”

แต่ผมว่าไม่ใช่อย่างนั้นหรอก อย่างที่ผมพูดเสมอ เราไม่ได้รักในหลวงเพราะท่านดำรงอยู่ในสถานะของการเป็นกษัตริย์ แต่ที่พวกเรารักท่านคือการเห็นสิ่งที่ท่านได้ทำให้คนไทย ให้กับพวกเราตลอดหลายสิบปี “ทั้งๆ ที่เป็นกษัตริย์” ต่างหาก

วันนี้ ผมดูพระราชพิธีทางโทรทัศน์ด้วยความอิ่มเอิบ น้ำตาไหลด้วยความปลื้มปิติโดยไม่ต้องดราม่าตัวเองแต่อย่างใด หากมันเป็นความรู้สึกที่เอ่อล้นออกมาจากประสบการณ์ชีวิตของตัวเองที่ได้เกิดใต้ร่มพระบารมี ได้เห็น ได้สัมผัส และได้เข้าใจว่าคนไทยโชคดีอย่างไรที่มีสถาบันนี้เป็นเสาหลักของประเทศมาตลอดหลายสิบปี (ซึ่งผมว่าคนที่บอกว่ารักในหลวง ก็คงจะรู้สึกไม่ต่างกันเท่าไรนัก)

นั่นยังไม่รวมกับเรื่องราวอีกมากมายที่ผมได้ประสบที่เกี่ยวข้องกับราชวงศ์อย่างเหตุการณ์ที่คณะอักษรฯ การได้แสดงละครหน้าพระที่นั่ง ฯลฯ ซึ่งล้วนสร้างความปิติเป็นล้นพ้นให้ตัวผมเอง (บางคนอาจจะมองว่าไร้สาระ แต่ผมเชื่อเป็นการส่วนตัวว่านี่คือเรื่องราวมงคลที่สุดอย่างหนึ่งของชีวิต)

ผมรู้ตัวดีว่าไม่ได้ “หลง” รักสถาบัน

แต่ผม “รัก” อย่างสุดหัวใจของผม

เครดิตภาพ: We Love the King of Thailand