หมายเหตุ: บทความนี้เป็นการสัมภาษณ์ที่ผมได้ติดต่อทาง KBank ด้วยตัวเอง โดยไม่ได้มีการว่าจ้างหรือแลกเปลี่ยนผลประโยชน์เพื่อการเผยแพร่คอนเทนต์แต่อย่างใด การโปรโมตคอนเทนต์ด้วยสื่อโฆษณาต่างๆ เป็นความประสงค์ของผมเอง และรับผิดชอบค่าใช้จ่ายด้วยตัวเองโดยทาง KBank ไม่ได้รับผิดชอบแต่อย่างใด คอนเทนต์ต่างๆ ในบทความนี้จัดทำด้วยตัวผมเองโดยทาง KBank ไม่ได้เข้าเกี่ยวข้อง ชี้นำ หรือมีอิทธิพลในการเขียนบทความแต่อย่างใด

ในการแข่งขันของกลุ่มธนาคารนั้น ก็เรียกว่าร้อนแรงมากในช่วงปีหลังๆ จากการที่เราจะเห็นเรื่อง Digital Disruption ในกลุ่มอุตสาหกรรมด้านการเงินจนทำให้ธนาคารใหญ่ๆ ต้องมีการปรับตัว เร่งพัฒนาบริการใหม่ๆ และจริงจังกับการทำการตลาดมากขึ้นกว่าเดิม

ถ้าย้อนกลับไปช่วงเดือนกันยายนนั้น เราจะเห็นความเคลื่อนไหวของทาง KBank ในการเปิดตัว MADHUB  ที่ชูเรื่องการออกผลิตภัณฑ์สำหรับกลุ่มนักธุรกิจออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็นคอร์สอบรม สินเชื่อ บัตรเดบิต ฯลฯ ซึ่งหลายคนมองว่าเป็นแคมเปญการตลาดเพื่อกระตุ้นให้ตัวแบรนด์ KBank มีความเคลื่อนไหวในตลาด

แต่เอาจริงๆ มันอาจจะมีอะไรมากกว่านั้น ซึ่งผมได้มีโอกาสสัมภาษณ์คุณวีรวัฒน์ ปัณฑวังกูร รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ของธนาคารกสิกรไทยถึงที่มาที่ไป รวมทั้งการให้เห็นว่า MADHUB อาจจะเป็นอีกหนึ่งในเกมกลยุทธ์ครั้งใหญ่ของ KBank เลยก็ว่าได้

KBank Madhub

กลุ่ม MAD ใหญ่กว่าที่เราคิดเยอะ

ถ้าเราพูดถึงตลาด SME นั้น ผมเชื่อว่าหลายๆ คนก็คงจะเห็นภาพกันอยู่บ้าง และเราก็คงคุ้นเคยกับคำว่า Startup มากในระดับหนึ่ง แต่พอวันที่กสิกรพูดถึงกลุ่มที่เรียกว่า MAD นั้น หลายๆ คนอาจจะงงว่ามันคืออะไรจนอาจจะคิดว่ามันเป็นGimmick ของแคมเปญการตลาดหรือเปล่า แต่จริงๆ แล้ว MAD นั้นมาจากสองคำสำคัญคือ Maker และ Dreamer ซึ่งเป็นการอธิบายลักษณะของกลุ่มผู้ประกอบการยุคใหม่ (หรือบางคนอาจจะเรียกว่านักธุรกิจยุคดิจิทัลก็ได้) ซึ่งทาง KBankได้สังเกตจากพฤติกรรมรูปแบบใหม่ที่เกิดขึ้นในระบบเศรษฐกิจ หรือถ้าจะว่ากันง่ายๆ แล้วคือกลุ่มคนที่เริ่มทำธุรกิจแบบออนไลน์เป็นหลัก เช่นการขายของออนไลน์ เป็นต้น ซึ่งธุรกิจแบบนี้จะไม่ได้อยู่บนโครงสร้างธุรกิจแบบเก่าเสียทีเดียว

“ปัจจุบันเรามีคนกลุ่ม MAD มากกว่า 1 ล้านรายในฐานข้อมูลของกสิกรไทย” นั่นเป็นคำพูดจากคุณวีรวัฒน์ที่ทำให้ผมตกใจอยู่ไม่น้อย เพราะถือเป็นตัวเลขที่สูงกว่าที่ผมคิดไว้พอสมควร แถมเป็นตัวเลขจากธนาคารเดียวเท่านั้น (ซึ่งหมายความว่าถ้ารวมธนาคารอื่นๆ เข้าไปด้วยแล้ว ก็น่าจะมีตัวเลขหลายล้านคนในประเทศไทยเลยทีเดียว)

สิ่งที่น่าสนใจของกลุ่มนี้คือพฤติกรรมทางด้านการเงิน เช่นมีการรับโอนเงินจำนวนมาก / หลายครั้ง ซึ่งสะท้อนไปในแนวทางที่ระบุได้ว่าเป็นการค้าขายหรือทำธุรกิจมากกว่าเป็นบัญชีเงินฝากทั่วไป แต่สิ่งที่น่าคิดต่อไปมากกว่าคือด้วยวิถีการดำเนินธุรกิจในรูปแบบใหม่นี้ กลุ่ม MAD จะคาดหวังอะไรกับบริการทางด้านการเงิน ซึ่งนั่นก็เลยกลายเป็นโจทย์ใหญ่ของธนาคาร

“ไม่ว่าเราจะเห็นเขาหรือไม่ พวกเขาก็อยู่ตรงนั้น และจะมากขึ้นเรื่อยๆ” คุณวีรวัฒน์ เสริมในประเด็นนี้ เพื่อชี้ให้เห็นว่าบริการทางด้านการเงินในปัจจุบันนั้นออกแบบมาเพื่อสำหรับกลุ่มธุรกิจแบบเก่า เช่น SME ซึ่งมักจะมาใช้บริการทางด้านการเงินเช่นสินเชื่อเพื่อเพิ่มสภาพคล่อง หรือต้องการขยายกิจการ ซึ่งนั่นจะต่างจากกรณีของกลุ่ม MAD ซึ่งไมได้มีปัญหากับต้นทุนหลายๆ อย่าง ซึ่งก็จะกลายเป็นว่าผลิตภัณฑ์และบริการต่างๆ ที่ธนาคารมีตอนนี้ไม่ได้ตอบโจทย์ของกลุ่มนี้เท่าที่ควร

“ลองคิดง่ายๆ ว่าธุรกิจแต่ก่อนจะมาหาธนาคารตอนมีปัญหา ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะให้บริการด้านสินเชื่อไป แต่กลุ่ม MAD เขาไม่ใช่แบบนั้น แล้วเราจะเข้าไปมีความสัมพันธ์กับพวกเขา ไปบริการเขาได้ตรงไหนกันล่ะ?”

เมื่อธนาคารต้องคิดใหม่ ทำใหม่ เพื่อตลาดใหม่

พอเป็นเช่นนี้แล้ว การทำ MADHUB จึงไม่ใช่แค่การทำแคมเปญการตลาดอย่างที่หลายๆ คนเข้าใจ แต่มันคือการที่ KBank กำลังรุกตลาดกลุ่ม MAD นี้อย่างจริงจังและพยายามปรับธุรกิจของตัวเองเช่นเดียวกับหาผลิตภัณฑ์ใหม่ที่จะมาตอบโจทย์คนกลุ่มนี้อย่างจริงจัง

“เราต้องเข้าใจก่อนว่าคนกลุ่มนี้คิดไม่เหมือนกับ SME เขาทำธุรกิจบนออนไลน์ เขาทำธุรกิจกับความเร็ว ไม่มีมาเสียเวลาในการทำเอกสารอะไรยุ่งยาก ซึ่งนั่นเป็นระบบของธนาคารแบบเก่าที่ไม่ตอบโจทย์พวกเขา” คำกล่าวนี้น่าจะทำให้เราเห็นภาพว่าทำไมกลุ่ม MAD เองยังไม่ได้รู้สึก “อิน” กับธนาคารในปัจจุบันเท่าไรนัก มันเหมือนกับเขาต้องทำธุรกิจอยู่บนกฏเกณฑ์เดิมที่เขาเองก็ไม่ได้ชอบเท่าไร

และนั่นกลายเป็นโอกาสสำคัญของธนาคารที่ถ้าสามารถเข้าใจและตอบโจทย์คนกลุ่มนี้ได้ ก็จะมีโอกาสทางธุรกิจเกิดขึ้นอีกมากด้วยเช่นกัน

แต่มันก็ไม่ได้ง่ายนัก เพราะคุณวีรวัฒน์ก็อธิบายเพิ่มเติมว่าการทำตลาดกลุ่ม MAD นี้อาจจะเรียกได้ว่าเป็นTransformation ใหญ่อันหนึ่งขององค์กรก็ว่าได้ เพราะก็ต้องเปลี่ยนแนวคิดการพัฒนาผลิตภัณฑ์​ เปลี่ยนวิธีการทำแคมเปญการตลาด หรือแม้แต่วิธีการนำเสนอสินค้าด้วยเหมือนกัน

ปีกับภารกิจพิชิตกลุ่ม MAD

คุณวีรวัฒน์ให้ความเห็นว่าด้วยความที่ตลาดนี้ยังใหม่อยู่ เพิ่งเกิดขึ้นไม่นาน และธนาคารเองก็เพิ่งจะเริ่มตื่นตัวนั้น มันคงไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะเห็นผลแบบทันที ซึ่งก็ต้องยอมรับว่าการทำงานในตลาด MAD นั้นเรียกว่ายังเป็นช่วงของ Trial & Learn ของทาง KBank เอง และเขามองว่ากว่าที่ธนาคารจะเข้าใจและแข็งแรงในการทำตลาดกลุ่มนี้นั้นก็น่าจะใช้เวลา 2ปีด้วยกัน

“ในช่วงเดือนหนึ่งที่ผ่านมา เราก็ได้เรียนรู้อะไรหลายอย่าง แล้วผมว่าตอนนี้เรายังทำอะไรหลายอย่างที่เหมือนกับธนาคารแบบเดิมอยู่ซึ่งต้องปรับปรุงกันอีกพอสมควร” เป็นข้อสรุปเมื่อผมถามถึงผลหลังจากที่เปิดตัวไป ซึ่งคุณวีรวัฒน์ก็ได้เสริมว่าต่อจากนี้จะมีการพัฒนาอีกหลายอย่างตามมาเพื่อที่ทาง KBank จะตอบโจทย์คนกลุ่มนี้ให้ดียิ่งขึ้นกว่าเดิม

เรื่องที่ควรนำไปคิดวิเคราะห์ต่อ

  • ถ้าดูจากตัวเลขของกลุ่ม MAD ที่ว่านั้น แสดงว่าเราน่าจะมีฐานของกลุ่มพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ในตลาดอยู่หลายล้านคน มีเม็ดเงินที่หมุนเวียนในตลาดนี้ “น่าจะ” หลายหมื่นล้านด้วยกันต่อเดือน (ผมคิดแบบว่าคนหนึ่งน่าจะมีเงินหมุนเวียนประมาณ 1 หมื่นบาท)
  • ซึ่งนั่นสะท้อนให้เห็นมูลค่าของเศรษฐกิจใหม่เหมือนดังที่เราเคยพูดกันในงานวิจัยของ Google ที่ว่า E-Commerce ไทยโตขึ้นแบบก้าวกระโดด
  • ตรงนี้เองอาจจะเป็นโอกาสที่ห้ามพลาดสำหรับธุรกิจที่อยู่ใน Value Chain ซึ่งเกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจที่มาจากกลุ่ม MAD เช่นการทำแพคเกจจิ้ง การทำ Stock สินค้า การขนส่ง การตลาดออนไลน์ ฯลฯ
  • ตลาดนี้ยังไม่มีแนวโน้มที่จะหดตัวลงแต่อย่างใด

สำหรับผู้ที่สนใจเรื่องของ MADHUB สามารถดูรายละเอียดต่างๆ ได้ที่ https://kasikornbank.com/MADHUB